ภูฏานตระการตา (6)

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บ ๆ เราก็เข้าสู่กลางเดือนมกราคม ช่วงวันหยุดปีใหม่ผมไปเชียงใหม่เหมือนที่ทำเป็นประจำทุกปี ขับรถไปตามดงดอยด้วยครับ ยิ่งขับยิ่งคิดถึงภูฏาน วิวสองข้างทางมีส่วนคล้ายกัน แต่บ้านเมืองเขามีดอยสูงกว่า ป่าเยอะกว่า คนน้อยกว่า อากาศหนาวกว่า และถนนแคบกว่า จะว่าไป ภาคเหนือของไทยกับภูฏานก็ไม่ได้ห่างกันเหมือนที่เราคิด ระยะทางจากอำเภอปายไปทิมปู เมืองหลวงของภูฏาน ก็ใกล้เคียงกับจากปายไปหาดใหญ่ สภาพแวดล้อมจึงมีส่วนคล้าย เพราะภูเขาภาคเหนือเมืองไทยก็เป็นส่วนปลายของเทือกเขาหิมาลัยเช่นกัน

ถนนช่วงพาโร-ทิมปู ยังไม่เท่าไหร่ ถึงกระนั้นก็สวยจนหวานใจไม่ยอมหลับตา เรียกว่าผิดนิสัยเธอมาก เพราะขึ้นรถทีไร ไม่นานเธอก็หลับ หนนี้แม่คุณตาเบิกโพลง สักเดี๋ยวก็ร้องสะต๊อป คนขับรถและไกด์ของเราบอกไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ท่านผู้โดยสารต้องการหยุด จะด้วยเหตุใดก็ตามเถิด ขอเพียงให้บอก จากนั้นรถคันนี้จะหยุดทันที หยุดทุกที่ทุกเวลา ทีแรกผมก็ไม่เชื่อ เพราะไกด์ที่เคนยาแทนซาเนียก็เคยบอกอย่างนั้น ผ่านไปได้วันเดียว บอกทีไรแกเป็นหน้าหงิกทุกที แต่ทั้งคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จะเป็นวันไหนเวลาไหนในทริป 9 วัน เค้าจอดจริงและจอดด้วยความเต็มใจ เรียกว่าจอดแบบไม่อายฟ้าดิน ไม่ต้องรอจุดชมวิวข้างทาง ขอเพียงบอก เขาจะหักรถเข้าไปแนบกับขอบถนน (ที่ไม่ค่อยมี) เสร็จแล้วก็เปิดประตูเชื้อเชิญให้เราลงไป หากใครชอบถ่ายภาพ รับรองคุณต้องกรี๊ดด้วยความสุข

แต่หนูดาวไม่ใช่ช่างภาพ เธอคือนักชอป เมื่อเธอเห็นเพิงขายของริมทาง นักชอปย่อมไม่ปล่อยให้ลอยนวล คุณนพจึงชะลอรถลง ก่อนค่อยจอดหน้าเพิงริมผา ปล่อยให้เธอลงไปตรวจตรา มีอะไรให้ชั้นซื้อได้บ้าง ของส่วนใหญ่เป็นข้าวกับผัก คนภูฏานกินเนื้อน้อยมากจนถึงไม่กินเลย อีกทั้งยังไม่ฆ่าสัตว์ไม่จับปลา แล้วจะเอาเนื้อจากไหนมาขาย

ข้าวที่ผมว่า มีหลายชนิด บ้างเป็นข้าวขาว บ้างเม็ดยาว บ้างมีสีแดง คล้ายข้าวก่ำที่กินกันแถวแม่ฮ่องสอน ผักส่วนใหญ่ก็คุ้นหน้าคุ้นตา ที่ไม่คุ้นคือแอปเปิ้ลที่ไม่ต้องนำเข้ามาจากประเทศไหน เพราะมีขึ้นอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นแอปเปิ้ลป่า ไม่ได้มาจากสวนด้วยซ้ำ

หนูดาวหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาหนึ่งลูก เธอพิจารณาก่อนตัดสินใจ จะซื้อเจ้าแอปเปิ้ลผลนี้ไปหม่ำ แต่พอเธอเหลือบไปเห็นถุงข้าง ๆ ดาวรีบวางแอปเปิ้ล ก่อนหยิบผักสีแดงยาวกว่านิ้วชี้ของเธอขึ้นมาดู เอ๋ พี่ธรณ์คะ นี่มันพริกนี่คะ คล้ายกับพริกชี้ฟ้า แต่เม็ดใหญ่กว่า ตรงนี้มีพริกเม็ดเล็กคล้ายพริกขี้หนู พริกกลมป้อมเม็ดสีแดงแจ๋เหมือนพริกเสฉวนก็มี ทำไมเค้ามีพริกเยอะจัง ?

คุณรูตาชี้ให้เราดูหลังคาบ้านแถวนั้น ยูเห็นไหม หลังคาสีแดงแจ๋ เป็นสีของพริกที่ชาวบ้านวางตากแดด ประเทศไอชอบกินพริกมาก จะเป็นเม็ดใหญ่เม็ดเล็ก พริกสดหรือพริกแห้ง พวกไอกินหมด กินกันแม้กระทั่งสลัดพริกใส่ชีส หรือผัดพริกไม่มีหมูไม่มีเนื้อ บางทีพวกไออยากขบเคี้ยว ก็หยิบพริกขึ้นมากัดกร้วม พวกยูคนไทยชอบกินพริกนี่นา มาอยู่เมืองไอ คงสุขกายสบายท้องเนอะ

ผมทำหน้าเหยเก อยากบอกว่า คนไทยที่ไม่ชอบกินพริกก็มีนะ อย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้ายูหนึ่งคน ไอไม่กินเผ็ดวุ้ย แต่ต่อให้ไอกิน ไอก็คงกระเดือกพริกของยูไม่ลงหรอก ขนาดหนูดาวที่กินเผ็ดในระดับคนกรุงเทพทั่วไป ยังมิสามารถกินสลัดพริก เพราะคนภูฏานเค้าใช้พริกเป็นผัก ไม่ใช่เป็นแค่เครื่องปรุงรสอย่างบ้านเรา

เลิกดูพริกกันเถิด มาดูอะไรตรงนี้ดีกว่า เป็นแท่งขาว ๆ ขนาดยาวสักนิ้วก้อย ลักษณะคล้ายก้อนยางลบ ห้อยไว้กับเชือกเป็นพวง นี่คือชีสตากแห้ง ทำจากนมจามรีหรือแยค (Yak) สมัยก่อนคนภูฏานต้องเดินทางไกลไปมาหาสู่ เขาไม่กินเนื้อเค็มหมูเค็มเหมือนบ้านเรา แต่จะกินเจ้าชีสนี่แหละ ทำเป็นสร้อยห้อยคอไว้ หิวเมื่อไหร่ก็เอาใส่ปาก เคี้ยวโชะเดียวฟันติดออกมาทั้งยวง เค้าจึงไม่เคี้ยวครับ จะอมไว้จนนิ่ม ค่อยเคี้ยวนวดไปเรื่อย หมดแล้วก็อมใหม่ กินกันได้นานเลยนะนั่น ชีสจามรีอร่อยดีครับ รสชาติรุนแรงถูกใจข้าพเจ้า แต่ผมไม่กล้าถึงขั้นเอาชีสแห้งมาเคี้ยว จะกินเฉพาะเป็นกับข้าว อย่างน้อยก็ดีกว่ากินสลัดพริก

ดาวเลือกแอปเปิ้ลได้ครบตามต้องการ เธอหันมาขอตังค์ผม ตามประสาภรรยาที่ดี แล้วข้าพเจ้าจะเอาตังค์จากไหนให้เธอล่ะเนี่ย พวกเราดันลืมแลกเงินที่สนามบิน คนที่ซวยไปก็คือคุณไกด์รูตา จัดแจงควักตังค์มาจ่ายให้กับเจ้าของร้าน แอปเปิ้ลในภูฏานรสชาติปรกติเหมือนแอปเปิ้ลทั่วไป แต่หวานกว่านิดหน่อย เพราะผมไม่ต้องจ่ายตังค์ (เดี๋ยวก็ใช้คืนเค้า ไม่อดอยากถึงขั้นต้องโกงไกด์หรอกจ้ะ)

เรามุ่งหน้าต่อไปตามถนนจนถึงเมือง Chuzom คำว่าเมืองในภูฏาน ต้องคิดถึงจำนวนคนทั้งประเทศด้วยนะครับ มีอยู่แค่หกแสนเศษ น้อยกว่ากรุงเทพตั้งกว่าสิบเท่า เมืองในที่นี้จึงประกอบด้วยตึกแถวสไตล์ภูฏานสองสามหลัง สะพานเล็ก ๆ หนึ่งแห่ง ป้อมตำรวจอีกแห่ง แค่นี้รวมตัวเรียกว่าเมือง เทียบกับบ้านเราแล้ว เป็นแค่หมู่บ้านยังไม่ได้เลย

Chuzom เป็นจุดที่แม่น้ำ Paro ไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำ Thimphu ก่อเกิดเป็นแม่น้ำ Wang เส้นทางของเราช่วงแรกเลียบแม่น้ำพาโรมาตลอด ถึงตอนนี้ เราจะขับย้อนขึ้นไปตามแม่น้ำทิมปู เพื่อเข้าสู่เมืองหลวง หุบเขาเริ่มขยายขนาด ต้นไม้มีน้อยลงนิดหน่อย จนเข้ามาห่างจากทิมปูราว 10 กิโลเมตร ถนนสองเลนขยายกลายเป็นสี่ นับเป็นถนนสี่เลนสายแรกและสายเดียวที่ผมเจอในภูฏาน เป็นเส้นทางบายพาสที่ใช้หลบเมือง หากเราตามถนนเส้นนี้ต่อไป จะมุ่งหน้าไปสู่ภูนาคา ตลอดจนอีกหลายเมืองในภาคกลางและภาคตะวันออก

ประเทศภูฏานแบ่งการปกครองเป็น 20 จังหวัด แต่ถ้าให้แบ่งเป็นภาค จะได้ทั้งหมด 4 ภาค ได้แก่ Western Central Eastern และ Southern เมืองใหญ่รวมตัวกันอยู่ในเขตตะวันตก เช่น Paro Thimphu Punakha Wangdi-Phodrang ถ้าเป็นทัวร์ไทยประเภท 4 คืน 5 วัน จะเที่ยวเฉพาะย่านนี้ แต่เที่ยวกับธรณ์ถึงกึ๋นกว่า ผมจะพาคุณลุยเข้าไปในเขต Central เช่น Trongsa และ Bumthang สำหรับเมืองในภาคตะวันออกและภาคใต้ ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไป เพราะใช้เวลาเดินทางนานหนักหนา อีกทั้งยังเป็นเมืองในที่ราบต่ำ วิวไม่บรรเจิดครับ

ทิมปูเป็นเมืองหลวงใหม่ สมัยก่อนประเทศนี้มีภูนาคาเป็นเมืองหลวง แต่คงเป็นเพราะภูฏานเริ่มเปิดประเทศ การจราจรทางอากาศมีความสำคัญมากขึ้น ภูนาคาอยู่ห่างไกล จะนั่งรถไปขึ้นเครื่องบินแต่ละที ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 5-6 ชั่วโมง พระเจ้าจิมมี ดอร์จิ วังชุก กษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก จึงย้ายเมืองหลวงในค.ศ.1959 (พระองค์เป็นปู่ของเจ้าชายจิกมี ผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 5)

เรื่องราวของราชวงศ์ภูฏานน่าสนใจ อีกทั้งเมืองทิมปูจะเป็นเช่นไร เจอกันใหม่ในพฤหัสหน้าครับ

เรื่องที่น่าสนใจ: 
ภูฏานตระการตา (3)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
ภูฏานตระการตา (5)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
พาหวานใจไปเมืองบาธ (1)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
ภูฏานตระการตา (1)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
พาหวานใจไปอังกฤษ (1)
No votes yet