ภูฏานตระการตา (4)

ผมกับหวานใจกำลังอยู่หน้าสนามบินเมืองพาโร สนามบินแห่งเดียวของภูฏาน ด้านหน้าสนามบิน มีผู้คนยืนรอรับนักท่องเที่ยวเป็นแถว แต่แทบไม่มีเสียงเอะอะโวยวาย ยูไปกะไอมั้ย แท็กซี่ชีบ ๆ ไกด์ทุกคนที่มายืนรอ มีลูกทัวร์แน่นอน ที่นี่ไม่มีไกด์ผี ไม่มีแท็กซี่ป้ายดำ เค้าไม่จำเป็นต้องตะโกนเรียกเรา ขอเชิญยูอ่านป้ายเอง ป้ายของเอเย่นต์ทัวร์ผมหาง่ายมาก เค้าเขียนเป็นภาษาไทยตัวใหญ่เป้ง “ยินดีต้อนรับ” ทั้งเครื่องบินมีคนไทยสองคน จึงไม่ต้องลังเลสับสน ตรงเข้าไปแนะนำตัวกันเลย

ไกด์ของผมชื่อคุณรูตา (ผมชอบเรียกสลับกัน ตูจะบ้า ราตูไพเราะกว่าตั้งเยอะ) รูตาเป็นไกด์ฝีมือเยี่ยมครับ อันที่จริง เค้าเป็นไกด์สุภาพที่สุดเท่าที่ผมเคยใช้บริการไกด์ต่างประเทศ ความรู้พอมี นิสัยเรียบร้อย แต่ตื่นตัวและชอบซักถาม แถมยังมีกึ๋นเยอะมาก เพราะเค้าเคยไปใช้ชีวิตในยุโรปหลายเดือน ขับรถเที่ยวกับเพื่อนจากลอนดอนถึงสโลวาเนีย ไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย

รูตาเล่าว่า ไกด์ภูฏานทุกคนต้องสังกัดการท่องเที่ยว มีใบอนุญาตเรียบร้อย ทั้งประเทศมีไกด์ราว 3,000 คน แทบทุกคนเป็นฟรีแลนซ์ เพราะบริษัทท่องเที่ยวในภูฏานค่อนข้างเล็ก จะจ้างไกด์ประจำคงไม่คุ้ม ไกด์ส่วนใหญ่ทำงานในช่วงไฮซีซั่น เช่น เทศกาลเตจูหรือเต้นระบำสวมหน้ากาก นักท่องเที่ยวจะแห่กันมาช่วงนั้น เสร็จแล้วก็เงียบไป แต่รูตายึดอาชีพไกด์จริงจัง มีงานเข้าตลอด ถึงตอนนี้ กำลังจะเปิดบริษัททัวร์ของตัวเองด้วยซ้ำ

อีกคนที่จะอยู่กับเราตลอด 9 วัน เป็นชายหนุ่มหน้าตาเหมือนคนไทย ชื่อก็เหมือน เค้าชื่อคุณนพ เป็นคนขับรถให้เรา คุณนพเคยไปเมืองไทย 2 หน ชอบการไปชอปปิ้งแถวมาบุญครองและประตูน้ำ เมื่อลองถามคุณนพเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ ในกรุงเทพ คุณนพได้แต่ยิ้มแหย ๆ คล้ายบอกว่า บ้านเมืองยูมันสับสนวุ่นวายเหลือเกิน ไอไปทีไร ไอเวียนเฮด แต่ไอก็ยังจะไปอีก เพราะไอชอบชอปปิ้ง

นอกจากหนุ่มภูฏานทั้งสอง อีกอย่างที่ผมอยากเล่าคือพาหนะ เค้าให้เราใช้รถพราโดรุ่นใหม่เอี่ยมเลยครับ เมืองไทยขายคันละเกือบสี่ล้าน สมัยก่อนภูฏานไม่ค่อยมีรถ เพราะไม่มีถนนให้รถวิ่ง จนมาเมื่อราวสามสิบปีก่อน เค้าเริ่มตัดถนนเชื่อมระหว่างเมืองใหญ่ ไม่งั้นชาวภูฏานจะไปหาสู่กันได้อย่างไร ที่นี่ไม่มีรถไฟ ไม่มีแม้การคมนาคมทางน้ำ อ่านถึงบรรทัดนี้ คุณคงร้องอ้าว ไหนบอกว่า นั่งเครื่องบินมองลงมาเห็นแม่น้ำสวยสด นั่นเรื่องจริงครับ แต่แม่น้ำแถวนี้เป็นแม่น้ำภูเขา ไหลเชี่ยวคึก ๆ ตามความชันของพื้นที่ แม่น้ำจึงตื้น เต็มไปด้วยก้อนหิน ถ้าจะใช้ทำกิจกรรมล่องแก่งคงสนุกพิลึก แต่ใช้ขนส่งไม่ได้ จะว่าไป ตลอดเวลาที่ผมอยู่ภูฏาน ผมไม่เคยเห็นเรือสักลำ ไม่เห็นคนลงไปจับปลาในแม่น้ำ ไม่เคยเห็นคนเล่นน้ำหรือซักผ้าด้วยซ้ำ เรียกว่าแม่น้ำมีไว้มองอย่างเดียว

ปัจจุบัน ภูฏานมีถนนยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร อย่าคิดว่าเยอะนะครับ เพราะนับรวมทุกถนน แม้กระทั่งทางออฟโรด ถนนสายหลักจะจำกัดอยู่เฉพาะตอนกลางกับตอนล่างของประเทศ ภาคเหนือมีแต่ภูเขาสูงกับหิมะบานตะไท คงสร้างถนนไม่ไหวมั้งคุณจ๋า จะไปจะมาต้องใช้การเดินเพียงอย่างเดียว พาหนะขนของก็เป็นลาร้องฮี้ฮ่อ เป็นอย่างนี้มาหลายร้อยปี แล้วก็คงเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน

เมื่อเริ่มมีถนน รถราก็มากขึ้น ทุกวันนี้ ในภูฏานมีรถยนต์ไม่ต่ำกว่า 40,000 คัน แต่ค่อนหนึ่งรวมกันอยู่ในพาโร-ทิมปู สองเมืองสำคัญสุดของประเทศ รถยนต์ทั้งหมดนำเข้ามาจากเมืองนอก ถ้าเป็น 4WD ก็มาจากญี่ปุ่นและเกาหลี (เคยเอารถอินเดียเข้ามา แต่วิ่งแล้วควันตลบอบอวล เลยไม่นำเข้าอีก) รถตู้และรถกระบะมาจากไทย รถเก๋งคันเล็ก ๆ ส่วนใหญ่เป็นของอินเดีย เค้าคิดภาษีนำเข้าแค่ 35 เปอร์เซนต์ นับว่าถูกมากเมื่อเทียบกับภาษีกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ในบ้านเรา

คุณรูตากับคุณนพช่วยกันคว้ากระเป๋าของผมกับหวานใจไปใส่ท้ายรถ ก่อนจัดแจงเปิดประตูให้สองเราขึ้นประจำที่ ตลอดเวลาหลายวันที่อยู่ในภูฏาน ตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย ทั้งคู่เปิดประตูให้เราไม่รู้กี่สิบหน (ข้าพเจ้าเป็นช่างภาพ ต้องจอดรถถ่ายรูปบ่อยจ้ะ) ไม่มีท่าทีว่าเบื่อสักครั้ง แม้ผมจะพยายามแย่งเปิดปิดประตูเอง ก็ไม่เคยสำเร็จ ส่วนหวานใจไม่แย่งครับ เธอยิ้มแป้นก้าวขึ้นก้าวลงแบบไม่เคอะเขิน ยังมีหน้ามาแอบกระซิบ ดีจังค่ะคุณพี่ หนูจะได้ฝึกเป็นคุณนาย (ฝันไปเหอะหล่อน)

แม้เรามาลงเครื่องบินที่พาโร แถมเมืองนี้มีแหล่งเที่ยวเยอะแยะ แต่ทัวร์ส่วนใหญ่จะเก็บพาโรไว้ให้เที่ยวเป็นแห่งสุดท้าย เพราะไง ๆ เราก็ต้องกลับมานอนที่นี่เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน แต่เหตุผลแท้จริงกว่านั้น คือวิหารแนบภูผาชื่อ ตั๊กซัง อยู่บนยอดเขาสูง 3,000 เมตร ใครก็ตามที่เพิ่งลงมาจากเครื่องบิน เสร็จแล้วต้องปีนเขาสูงสามพันเมตร รอดมาได้ก็ไม่ใช่คนแล้วครับ เค้าจึงจัดโปรแกรมให้เราปรับตัวกับความสูง เสร็จแล้วค่อยกลับมาพิสูจน์พลังเป็นครั้งสุดท้ายที่ตั๊กซัง ก่อนบินกลับไปตายรัง นอนปวดขาที่บ้านยูเหอะ

พาโรอยู่ห่างจากทิมปู 65 กิโลเมตร ทั้งสองเมืองอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกัน ชื่อลุ่มแม่น้ำ Wang Chu แต่อยู่บนแม่น้ำสายย่อยคนละสาย พาโรอยู่ติดกับแม่น้ำ Paro Chu ทิมปูอยู่ติดแม่น้ำ Thimphu Chu อ่านไปอ่านมา ผมถึงเข้าใจว่า Chu แปลว่าแม่น้ำ (หรือน้ำ เขียนสองแบบ Chu หรือ Chuu) ในภูฏานมีแม่น้ำสำคัญสามสี่สาย แต่ทุกสายจะไหลลงไปในอินเดีย กลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำพรหมบุตร

ลมเย็นชื่นใจหลั่งไหลเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ผมขอให้รูตาปิดแอร์ อากาศที่นี่สรุปง่าย ๆ ได้ความว่า “สุดยอด” เป็นอากาศที่บริสุทธิ์จนน่ากลัว ไม่ว่าจะอยู่ในเมือง บนภูเขา หรือที่ใดก็ตาม อากาศดีเยี่ยมปานอากาศในสวรรค์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสูงระดับยอดดอย อีกส่วนเกิดจากพื้นที่ป่าที่มีอยู่ราวร้อยละ 75 ของพื้นที่ทั้งประเทศ

ผมอยากเล่าเรื่องป่าไม้ในภูฏาน ให้สมเป็นนักนิยมธรรมชาติ แม้ประเทศนี้มีป่าอยู่มาก แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เค้าสงวนป่าไว้ร้อยละ 30 โดยประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ 2 แบบ อย่างแรกเป็นเขตอนุรักษ์ระดับเจ๋งหรือ Reserve Park ถ้าเป็นเมืองไทยคงหมายถึงอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อีกแบบคือ Reserve Corridor ป่าเชื่อมต่อระหว่างป่าอนุรักษ์ระดับไข่แดง

เทคนิคนี้เมืองไทยพยายามใช้มานาน ที่เห็นชัดคือความพยายามในการประกาศผืนป่าให้เชื่อมต่อระหว่างแก่งกระจานกับกุยบุรี ก่อนนำเสนอเป็นเขตมรดกโลก เพราะสัตว์หลายชนิดไม่สามารถอยู่ในเขตป่าเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเกาะสีเขียวท่ามกลางเมืองหรือแหล่งเกษตรกรรม ช้างหรือกระทิงต้องการพื้นที่มากกว่านั้น ในการอพยพย้ายถิ่นหรือผสมพันธุ์ไม่ให้ลูกหลานอ่อนแอ

นี่คือเหตุผลว่า แม้ป่าอนุรักษ์ในเมืองไทย จะมีการดูแลรักษาอย่างดี แต่สัตว์ป่ากลับลดลงเรื่อย ๆ เพราะผืนป่าเราไม่ต่อเชื่อมกัน ผิดจากภูฏานที่วางแผนล่วงหน้า ทุกป่าเชื่อมกันหมดด้วยสะพานป่า Reserve Corridor เสือตัวที่อยู่สุดชายแดนภาคตะวันออก อยากไปเยี่ยมญาติที่พรมแดนภาคตะวันตก เสือไปได้ครับ (ขืนเป็นเมืองไทย เสือคงเดินจากเขาใหญ่ไปได้สักร้อยก้าว จากนั้นก็โดนรถชนจนร้องเอ๋ง)

นอกจากเสือที่ไม่ร้องเอ๋งแล้ว ภูฏานยังมีนกมีสัตว์ป่าอีกมากมาย เราจะมาตะลุยป่าภูฏานกันในสัปดาห์หน้าครับ

เรื่องที่น่าสนใจ: 
ภูฏานตระการตา (2)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
พาหวานใจไปอังกฤษ (1)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
ภูฏานตระการตา (3)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
ภูฏานตระการตา (1)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
พาหวานใจไปเมืองบาธ (1)
Your rating: None Average: 5 (1 vote)