ภูฏานตระการตา (2)
- Column:
- Tag:
ผมกำลังอยู่ระหว่างการพาคุณไปเที่ยวภูฏาน พอเขียนตอนแรกเสร็จปุ๊บ คุณผู้อ่านท่านหนึ่งก็ส่งเมล์มาถามข้อมูลทันที คุณเค้าอยากไปภูฏานนานแล้ว แต่ใจยังไม่กล้า เพราะได้ข่าวว่า ที่นี่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ขอวีซ่าก็น่าจะยาก อีกทั้งยังไม่รู้ว่า จะติดต่อเอเย่นต์อย่างไร ผมจึงนำคำถามของคุณมาตอบไว้ให้พวกเราอ่านกัน
หากเราคิดอยากเที่ยวบางประเทศ เช่น ไปยุโรป เราต้องถ่อสังขารไปทำวีซ่าด้วยตัวเอง แต่ผมไม่ต้องทำอะไรเลยสำหรับการไปภูฎาน เพียงแค่ให้หวานใจติดต่อคุณป้าแห่งทัวร์ท่องโลกศิลปะและวัฒนธรรม (www.art-tour.net) ปรกติหากไปประเทศแปลก ๆ ผมมักขอให้คุณป้าช่วยจัดแพคเกจแบบลุ่มลึกให้ หนนี้ก็ไม่ผิดหวัง ปรกติเค้าไปกัน 5 วัน ของผมซัดไป 9 วัน แถมยังไปกันแค่สองคน ไม่ใช่อยากจี๋จ๋ากับหวานใจผู้ใกล้เหี่ยว แต่ผมต้องใช้เวลาในการเดินทางแบบเชื่องช้า ถ่ายภาพเอาไว้ทำหนังสือ ถ่ายวิดีโอไว้ทำรายการ “เที่ยวกับธรณ์” (แปดโมงครึ่งวันเสาร์ เจอกันที่ ASTV News 1)
การไปภูฏานทำไม่ยาก ขอเพียงเราจ่ายค่าทัวร์ล่วงหน้า เราได้วีซ่าแน่ครับ ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไม่มีถูกแพง เพราะทุกคนต้องจ่ายวันละ 200 เหรียญต่อคน ราคานี้จะรวมค่ารถ ค่าไกด์ ค่าคนขับ ค่าโรงแรม และค่าอาหารทุกมื้อไว้แล้ว จะไปกับทัวร์ไหนก็จ่ายแค่นี้แหละ ข้อดีของการใช้เอเย่นต์ที่เมืองไทย คือเขามีสายสัมพันธ์กับบริษัททัวร์ในภูฎาน สามารถใช้เส้นสายเลือกที่พักให้ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ให้กับเรา
ข้อความนี้คงต้องอธิบายอีกนิด เพราะจ่ายตังค์เท่ากัน คุณอาจจะไม่ได้นอนโรงแรมเดียวกันก็ได้นะ คำตอบคือรัฐบาลภูฎานจะตรวจสอบมาตรฐานโรงแรมอย่างเคร่งครัด โรงแรมเหล่านั้นอยู่ในระดับ 3 ดาวในเมืองไทย แน่นอนว่า บางแห่งก็ดีกว่าบางแห่ง ถ้าคุณไปในช่วงที่ไม่ค่อยมีผู้คน คุณควรจะได้โรงแรมดีสุดเท่าที่มีในกลุ่มนั้น แต่ถ้าคุณไปช่วงงานเทศกาล เช่น เตจู -นาฏกรรมสวมหน้ากาก นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปมาก ใครจองก่อน ย่อมมีสิทธิก่อน ฝรั่งส่วนใหญ่วางแผนกันเป็นปี พวกเราชาวไทยนึกจะไปก็ไปโลด ห้องพักของเราจึงอนาถกว่า เป็นเรื่องธรรมดาครับ
สำหรับผู้ที่หวังโรงแรมที่มีดาวเยอะขึ้น ในภูฏานมีโรงแรมห้าดาวให้บริการ บางแห่งหรูถึงขนาด เช่น Aman (โรงแรมเชนนี้มีในเมืองไทย ค่าห้องแพงจี๋) Taj (โรงแรมหรูของอินเดีย) Uma (เครือคอสโม ในเมืองไทยชื่อเดอะเมท) แต่ถ้าเป็นของชาวภูฏานแท้ ๆ ต้องเป็น Zhiwa Ling (ไม่ใช่ศิวลึงค์นะครับ คำนี้แปลว่า “ชีวาศรม” แต่ไม่ใช่เครือเดียวกับของเมืองไทย) โรงแรมพวกนี้ต้องจ่ายเพิ่มอีกหลายตังค์ แต่ข้าพเจ้าก็ลองนอนเป็นบางที่ เพื่อหาข้อมูลที่แตกต่างจากนักเขียนท่านอื่น (ข้ออ้างทั้งนั้น ความจริงถูกสาวอ้อน หวานใจเค้าอยากนอนเตียงนุ่มแช่อ่างบ้างเป็นครั้งครา ถึงว่า ทำงานแค่ไหนก็มีแต่หนี้)
สำหรับผู้ที่อยากเที่ยวเดี่ยวหรือเที่ยวเป็นคู่ คุณจ่ายแพงกว่าคนที่ไปเป็นหมู่คณะ หากเที่ยวเพียงลำพัง จ่ายเงิน 240 เหรียญต่อคนต่อวัน ถ้าไปสองคนก็ 230 เหรียญ เหตุผลที่ต้องจ่ายแพงกว่า เพราะคุณไปคนเดียว เค้าก็มีไกด์หนึ่งคนขับรถหนึ่ง มาคอยบริการคุณ จะไปสิบคน ก็ใช้ไกด์และคนขับจำนวนเท่ากัน หากเราไปน้อย เค้าจึงต้องบวกค่าใช้จ่ายเข้าไปอีกหน่อย แต่คุณได้อะไรบางอย่างตอบแทน สิ่งที่เห็นชัดแจ๋วคือพาหนะ ถ้าไปไม่เกินสองคน คุณจะได้รถ 4WD อย่างเจ๋งเลยครับ ผมนั่งโตโยต้าพราโด้รุ่นใหม่เอี่ยมนำเข้าจากญี่ปุ่น เมืองไทยขายคันละเกือบสี่ล้าน แต่ถ้าไปสามคนหรือกว่านั้น จะได้รถตู้นำเข้าจากเมืองไทย ถ้าไปเยอะกว่านั้นอีก จะกลายเป็นรถบัสคันเล็ก ๆ สำหรับผู้หวังไปแบคแพค คงไม่มีทางครับ ประเทศนี้ไม่มีการแบกเป้ขึ้นรถสาธารณะไปโน่นมานี่ เพราะเค้าไม่อนุญาต เค้าเก็บเงินค่าทัวร์ทั้งหมดตั้งแต่คุณจะขอวีซ่า
อ่านถึงแค่นี้ ลองบวกตังค์วันละ 200 เหรียญต่อคน โอ้โฮ แพงจังเลยจ้ะ ไปเนปาลไปสิกขิมถูกกว่าตั้งเยอะ ไปยุโรปได้เลยนะนั่น แต่เสียอย่างย่อมได้อย่าง เพราะนักท่องเที่ยวในภูฏานมีน้อยมาก บรรยากาศจึงถูกใจเหลือหลาย เหมือนคุณไปผจญภัย ทั้งโลกเป็นของคุณ ถ่ายภาพก็ง่าย ไม่ต้องคอยหลบนักท่องเที่ยวเดินไปเดินมา (ลองไปถ่ายภาพที่เมืองจีนสิ แล้วคุณจะเข้าใจถึงความลำบาก) เวลาไปเที่ยวดูโน่นดูนี่ ก็รู้สึกเป็นส่วนตัว ขนาดแหล่งท่องเที่ยวดัง ๆ ยังเจอนักเที่ยวแค่หลักสิบ ถ้าเป็นวัดเล็ก ๆ บางเวลาไม่มีสักคน ตลอดทริปผมเจอคนไทยแค่สองคนในวันก่อนสุดท้าย คุณลุงมีเพื่อนเป็นคนภูฏาน จึงมาตามคำชวนของเพื่อนครับ
นอกจากบรรยากาศท่องเที่ยวแสนบันเทิงใจ ใครอยากได้บุญต้องอ่านตรงนี้ คุณไกด์บอกผมว่า เงิน 65 เหรียญต่อวันของยู รัฐบาลเค้านำไปใช้เพื่อการศึกษาและสุขภาพอนามัย เด็กภูฏานเรียนฟรีตลอดกาล คนภูฏานเข้าโรงพยาบาลฟรีทุกบาททุกสตางค์ เราก็ถือว่าเป็นการทำบุญสร้างโรงเรียนสร้างโรงพยาบาล อันเป็นกุศลมหาศาล ในภูฏานแทบไม่มีปัญหาคอร์รับชั่น วางใจได้ว่าเงินส่งตรงถึงเด็กและคนป่วยแน่ครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกติกาในการเที่ยวภูฏาน นักท่องเที่ยวไม่มีสิทธิไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ผมไม่เห็นฝรั่งเดินเดี่ยวเลยสักราย ทุกคนต้องมีไกด์ประกบ ให้คำแนะนำแม้กระทั่งการแต่งกาย เวลาเราจะเข้าวัดหรือ “ซอง” ที่สำคัญ ไกด์จะบอกล่วงหน้า กรุณอย่าใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อยืดคอกลม ควรใส่เสื้อคลุมยาวถึงข้อมือ หรือใส่เสื้อโปโลคอปก ผมมีตัวอย่างจะเล่าให้ฟัง คุณหนูดาว ผู้อยากชอปแล้วไม่รู้จะซื้ออะไร เกิดอาการอัดอั้นจนสติแตก ชั้นแปลงกายเป็นสาวภูฏานดีกว่า เราใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง วิ่งวุ่นไปทั่วเมือง เพื่อซื้อเครื่องแต่งกายให้ครบถ้วน ทั้งผ้าถุงหรือผ้าคีร่า เสื้อใน เสื้อนอก เข็มกลัด ตลอดจนผ้าพาดบ่า จะไปแต่งแบบครึ่งไทยครึ่งภูฏาน เค้าไม่ยอมให้เข้าวัด ตามประตูจะมีตำรวจคอยตรวจตราอยู่เสมอ
ด้วยวิธีนี้ ทำให้ภูฏานกลายเป็นประเทศแปลกประหลาด เค้าใช้นโยบายแบบ high value low volume หมายถึงคนน้อยแต่ใช้จ่ายเยอะ โดยเลือกเฉพาะคนที่สนใจอยากมาภูฎานจริงจัง ยินดีจ่ายเงินในระดับนี้ เพราะรัฐบาลภูฏานเชื่อว่า นี่คือกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม คนกลุ่มนี้จะไม่ทำให้ประเทศเราแปรเปลี่ยน จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จะเข้าใจในข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ชาวภูฏานที่พบปะกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้คนใสซื่อในชนบท ไม่ติดนิสัยแปลก ๆ หรือหวังเงินทองจากนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ว่าง่าย ๆ คือเขาอยากให้เราไปเยือน ด้วยความรู้สึกเหมือนเพื่อน และจะพูดถึงสิ่งดีที่ประสบมาในภูฏาน ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ผมหนึ่งคนล่ะ ที่มีความรู้สึกดีมาก ๆ กับประเทศนี้
ข้อคิดเช่นนี้หายากยิ่งในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทย เรามุ่งหวังแต่ปั้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวให้สูงส่งเข้าไว้ จนหลงลืมอย่างอื่นไปหมดแล้ว ดัชนีชี้วัดความสามารถในการรองรับ (cc – carrying capacity) กลายเป็นข้ออ้างที่มีไว้ใช้โก้ ๆ แต่ทำจริงแทบไม่ได้ แต่ผมยังหวังว่า คงมีซอกหลืบบางแห่งในดินแดนแหลมทอง ที่ยังไม่ถูกการท่องเที่ยวทำลาย ข้อคิดจากภูฏานอาจมีส่วนช่วยรักษาความสวยและความสุขเช่นนั้นไว้ อบต.อบจ.ใดสนใจอยากไปศึกษางานด้านการท่องเที่ยว อย่าลืมว่า นอกจากเกาหลีฮ่องกงญี่ปุ่นยุโรป เรายังมีภูฏานเป็นทางเลือกนะครับ (แต่เค้าคงไม่เลือกหรอก ภูฏานไม่มีที่ชอปปิ้งจ้ะ)
Facebook