ภูฏานตระการตา (12)
- Column:
- Tag:
ถนนจากทิมปูไปภูนาคา เป็นถนนสายหลักของประเทศ เชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันตก (พาโร-ทิมปู-ภูนาคา) ภาคกลาง (ตรองสา-บุมตัง) และภาคตะวันออก (มอนการ์) เป้าหมายในการเดินทางช่วงสอง เราจะเดินทางจากเมืองทิมปู นั่งรถไปเมือง Lobesa ก่อนเลี้ยวแยกไปภูนาคา จากทิมปูไป Lobesa ระยะทาง 60 กิโลเมตร แต่เป็น 60 กิโลเมตรที่ข้ามภูเขา ถนนก็มีแค่สองเลนเล็ก ๆ จะให้รถวิ่งเฟี้ยวคงลำบากหน่อย ถ้าเดินทางกันแบบจริงจังไม่มีหยุด อาจใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง แต่เรามาเที่ยว แวะโน่นนี่ยิ่งช้ากันไปใหญ่ ออกเช้าถึงบ่ายเป็นไปได้ครับ
ถนนช่วงแรกออกจากเมืองทิมปู เลาะเลียบเขตเมืองใหม่ มีตึกที่กำลังสร้างอยู่บ้าง ก่อนหนทางจะเริ่มไต่เขาริมเมือง จากตรงนี้ มองเยื้องไปหน่อย มีอาคารสีขาวตั้งอยู่บนเนินป่าสีเขียว นั่นคือ Semtokha Dzong ซองแห่งนี้สร้างตั้งแต่ค.ศ.1627 โดยท่านซับดรุง เพื่อใช้เป็นทั้งวัดทั้งปราการ ป้องกันผู้รุกรานที่อาจลงมาตามช่องเขา เมื่อคิดถึงผู้รุกรานภูฏานในสมัยนั้น คงคิดได้แค่ชาวทิเบต การบุกเมืองทิมปูที่เป็นเมืองหลวงทำได้ 2 ทาง ทางหนึ่งคือบุกมาทางพาโร แต่ต้องผ่านป้อมใหญ่ถึง 2 แห่ง กว่าจะเข้ามาถึงเมืองทิมปูได้ อีกทางก็บุกมาทางภูนาคา ตรงนั้นมีซองใหญ่ยักษ์ หากทิเบตพิชิตภูนาคาได้ หวังจากตะลุยมาทิมปู ต้องมาตามเส้นทางนี้แหละครับ ท่านซับดรุงผู้รวบรวมภูฏาน จึงสร้างซองไว้คอยรับมือ ผมลองค้นข้อมูล ปรากฏว่า ทิเบตเคยบุกมาทั้งสองทาง แต่ไม่เคยพิชิตพาโรกับภูนาคาได้ ทิมปูจึงปลอดภัย ซองแห่งนี้แทบไม่เคยใช้ทำศึกสงคราม
เลยจากซองเชิงเขา ถนนตัดขึ้นบนเทือกสูง ทับไปบนเส้นทางสัญจรแต่โบราณ รถเลี้ยวซ้ายป่ายขวาไปใต้ป่าสนภูเขาต้นใหญ่ อากาศชื่นมื่นจนอยากมีปอดเพิ่มอีกสักปอด บางช่วงที่ป่าข้างทางโปร่งจนเป็นรอยแยก ผมมองลงไปเห็นหุบเขาอยู่เบื้องล่าง ตระการดีมากจ้ะ เรามาหยุดแวะกลางทางที่ลำธารสายเล็ก หลังจากนั่งรถมาได้ไม่ถึงชั่วโมง เหตุที่หยุดเพราะเค้าบอกให้หยุด ตรงนี้เป็นป้อมใช้ตรวจรถวิ่งผ่านไปมา เวลาจะผ่านออกจากเขตหนึ่งไปอีกเขตหนึ่ง ต้องบันทึกไว้เสมอ เรื่องนี้คุณนพคนขับรถเป็นคนจัดการ ผมกับหวานใจเลยเตร็ดเตร่ไปดูลำธารกับข้าวของริมทาง ส่วนใหญ่เป็นแอปเปิ้ลป่าครับ ลูกเล็กแต่กลิ่นหอมน่ากินจัง การหยุดแบบนี้จะมีเฉพาะจากเขตสู่เขต เช่น ทิมปู-ภูนาคา ภูนาคา-ตรองสา ไม่ได้หยุดกันตะพึดตะพือ ถือเป็นการพักผ่อนสะบัดแข้งขาแก้เมื่อยดีนักแล
จากจุดแวะตรวจ ถนนพุ่งสูงชันอย่างรวดเร็ว เราเข้าใกล้จุดสูงสุดบนเส้นทางทิมปู-ภูนาคา เรียกว่า Dochu La Pass คำว่า La หมายถึงช่องเขาในภาษาภูฏาน เมื่อถนนตัดผ่านเทือกเขา จะมีจุดสูงสุดที่เราต้องผ่านขึ้นไป ในถนนแต่ละสายจึงมี La อยู่เสมอ บางแห่งมีตั้งสองสามช่องเขา เมื่อเราเลี้ยวเข้ามาสู่ดอชูลา เป็นลานจอดรถกว้างใหญ่ใช้เป็นจุดชมวิวไปด้วยในตัว เพราะใครต่อใครก็ต้องจอดรถพักดูหิมาลัยกันที่นี่แหละ อากาศเย็นเฉียบ ด้วยความสูง 3,100 เมตร แม้ไม่ใช่ช่องเขาสูงสุดของภูฏาน แต่สำหรับผู้ที่มาเที่ยวทริปสั้น 5 วัน 4 คืน นี่คือจุดชมวิวแห่งเดียวที่จะได้มาเที่ยว วันที่ผมไป ฟ้าใสใช้ได้ แม้จะมีเมฆอยู่บ้าง แต่ก็ยังมองเห็นหิมาลัย เป็นแนวยอดเขาหิมะเรียงรายตรงขอบฟ้า แม้จะไม่ขาวโพลนไปทั้งเทือก แต่แค่นี้ก็สวยแล้วครับ หากอยากให้สวยยิ่งขึ้น ลองไปเที่ยวภูฏานช่วงเดือนมกราคมกุมภาพันธ์ หิมะตกกันสนุกสนานจนท่วมลาน ผมดูภาพจากโปสการ์ด สวยดีไม่หยอก แต่ถ้ามาช่วงนั้น การเดินทางจะเสียเวลานานขึ้น เพราะถนนบางส่วนจะจับเป็นน้ำแข็ง เรียกว่า Black Ice น้ำแข็งเปื้อนฝุ่นสีดำ รถลื่นปื้ด ๆ เลยต้องขับอย่างระมัดระวัง
รถจอดเรียบร้อย ผมกระโดดลงมา อันดับแรกคือมองวิวเทือกเขา เมื่อลองเทียบกับวิวที่นากาก็อต ยอดเขาใกล้เมืองกาฐมาณฑุ หรือจุดชมวิวที่โปคลา วิวที่ดอชูลาเทียบไม่ได้ครับ เนปาลสวยกว่าแน่ แม้ทั้งสองจุดจะอยู่เตี้ยกว่าดอชูลาหลายร้อยเมตร แต่เนปาลอยู่ใกล้หิมาลัยในส่วนเทือกเขาสูงมากกว่าภูฏาน ประเทศนี้อยู่ทางด้านตะวันออกหรือ East Himalayan ภูเขาเตี้ยกว่านิดหน่อย แต่ยอดสูงระดับ 7,000 เมตร ในภูฏานมีตั้ง 8 ยอด จึงไม่ใช่เตี้ยเหมือนยอดดอยบ้านเรา
วิวเป็นแค่น้ำจิ้ม ของจริงคือ Chortens of the Victory of the Druk Gyalpo เพิ่งสร้างในค.ศ.2004 โดยพระราชินี Ashi Dorji Wangmo Whangchuck ผู้เป็นพระราชินีของกษัตริย์องค์ที่ 4 จิกมี ซิงเย พระนางเป็นพระราชินีลำดับที่ 1 แต่ไม่ใช่พระมารดาของเจ้าชายจิกมี เพราะลำดับในการขึ้นครองราชย์ ขอเพียงเป็นโอรสองค์แรกครับ
เจดีย์สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองสันติภาพ แม้ภูฏานจะเป็นประเทศสงบ แต่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาด้านความมั่นคง เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อค.ศ.2003 พวกกบฏแบ่งแยกดินแดนจากอินเดีย เข้ามาตั้งฐานในภูฏาน จากนั้นก็ลอบเข้าไปจู่โจมอินเดียเป็นระยะ เพราะดินแดนหลายแห่งแถวนี้ เช่น แคชเมียร์ อัสสัม ล้วนเป็นดินแดนที่มีปัญหา พอกบฎโจมตีเสร็จ ก็กลับมาแอบอยู่ในภูฏาน อินเดียไม่พอใจ ทางภูฏานก็ลำบากใจ เพราะต้องพึ่งอินเดียหลายด้าน เนื่องจากภูฏานเห็นปัญหาในทิเบต จึงไม่อยากเข้าไปพึ่งจีน กษัตริย์ซิงเยพยายามต่อรองกับผู้นำกบฏ ขอให้กบฏออกไปจากภูฏาน แต่กบฏไม่ยอม ขืนออกไปก็ถูกอินเดียถล่ม จึงเป็นปัญหาคาราคาซังมาหลายปี
ในที่สุด เดือนธันวาคม 2003 กษัตริย์ตัดสินใจ ใช้ไม้อ่อนไม่ได้ ต้องใช้ไม้แข็ง พระองค์ขอให้กบฏออกจากดินแดนภูฏานอีกครั้ง เมื่อไม่ยอมทำตาม พระองค์นำกองกำลังทหาร บุกเข้าไปในป่าด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ในเขตที่ติดกับอินเดีย สู้จนสามารถขับไล่กบฏเป็นผลสำเร็จ ยึดค่ายและจับกุมกบฏส่งกลับอินเดีย ที่เหลือก็ถอยหนีออกไปจากภูฏาน และไม่พยายามเข้ามาตั้งฐานอีก
เพื่อเป็นที่ระลึกของสงคราม และเพื่อหวังว่าสันติสุขจะคงอยู่ตลอดไป เจดีย์จึงถูกสร้างขึ้นบนดอชูลา เป็นหมู่เจดีย์สไตล์ทิเบต เรียงรายกันเป็น 3 วง วงนอกมีทั้งหมด 45 องค์ วงกลางมี 36 องค์ และวงในสุดมี 27 องค์ ตรงกลางมีองค์ประธานอีกหนึ่ง นับรวมแล้วได้ 109 องค์ กลายเป็นจุดที่ทุกคนต้องแวะเคารพบูชา ผมเดินเวียนอยู่รอบเจดีย์จนครบรอบ ขึ้นไปถ่ายภาพข้างบน ยังมีเวลาเหลือพอเดินไปเที่ยววัดใหญ่ที่อยู่บนเนิน แม้จะเพิ่งสร้างพร้อมกับเจดีย์ แต่ข้างในน่าสนใจครับ ภาพวาดตามผนังขื่นคานและเพดาน เป็นเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปราบกบฏในครั้งนั้น อากาศก็แสนสบาย แต่จะขยับกายแต่ละทีต้องช้านิดหนึ่ง โรคที่เกิดจากความสูง จะเกิดอาการเมื่อเราอยู่สูงเกิน 3,000 เมตร ทั้งนี้ จะขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละคน เคราะห์ดีที่เมื่อคืนผมนอนมาเพียบ จึงไม่ปวดหัวคลื่นไส้ แต่ถ้าเร่งฝีเท้านิดหนึ่ง มีอาการหอบเล็ก ๆ
ใกล้ดอชูลามีร้านอาหารแอบซ่อนอยู่บนภูผา เห็นวิวแจ่มเช่นกัน แต่อาหารถือว่างั้น ๆ เพราะเค้าเน้นทางผัก ผมไม่กินผัก ผมกินเนื้อ จึงพอเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ จะไปกินข้าวมื้อใด ต้องขอซีอิ๊วหวานมาเหยาะ (ซีอิ๊วแบบอื่นไม่รู้มีขายที่ไหน แต่ผมชอบกินซีอิ๊วหวานมาแต่เด็กแล้ว แค่นี้สบายครับ) ในร้านยังมีของที่ระลึกขายอยู่พอประมาณ แต่ราคาไม่พอประมาณ เพราะเค้าเน้นของดี และเมื่อไหร่ที่เป็นของแฮนด์เมดทำในภูฏาน เมื่อนั้นขอให้เชื่อได้ ราคาไม่ธรรมดา ยิ่งถ้าเทียบกับของจากทิเบต จากเนปาล จากอินเดีย และจากจีน ราคาจะผิดกันเยอะ
เมื่อเราเริ่มลงจากดอย ข้ามเทือกเขามาสู่ภูนาคา ป่าระหว่างทางเปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัด ตอนที่เรามาจากทิมปู ข้างทางเป็นป่าสน แต่จากนี้ต่อลงไปถึงภูนาคา ต้นไม้รอบทางจะเป็นเปลี่ยนป่าดิบเขตหนาว หากใครมาช่วงเดือนมีนาเมษา อาจเห็นกุหลาบพันปีหรือ Rhododendron บานสะพรั่ง ในภูฏานมีกุหลาบพันปี 17 ชนิด มากกว่าเมืองไทยเกือบเท่าตัว เพราะดอยตามภาคเหนือของไทย ถือเป็นเขตเชิงเขาหิมาลัย แต่ภูฏานเป็นเขตใจกลางภูเขา พันธุ์ไม้ย่อมหลากหลายกว่าและมีมากกว่า
สัปดาห์หน้า ใกล้ถึงช่วงอำลาภูฏาน ผมจะพาคุณไปเที่ยวซองสุดสวยและเมืองหลวงเก่าแก่ของประเทศนี้ครับ
Facebook