ผมตั้งใจไว้ ในคอลัมน์ Around & Outside ผมจะไม่เน้นเรื่องเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ซ้ำซ้อนกับนักเขียนท่านอื่น อีกทั้งผมเขียนเรื่องเที่ยวเมืองไทยมาร่วม 15 ปี เคยเล่าเคยกล่าวถึงเกือบทุกสถานที่ จะให้กลับมาเขียนใหม่ให้ตื่นตาตื่นใจคงเป็นไปได้ยาก หากไม่เกิดเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดี เช่น วาฬบรูด้า หรือเรื่องที่เศร้าจริงจัง เช่น เรื่องที่คุณกำลังจะได้อ่าน ผมจะไม่พยายามผิด
You are here
ภูฏานตระการตา (จบ)

ผมพาคุณเที่ยวภูฏานติดต่อกันมาตลอดหน้าหนาว ตอนนี้หน้าร้อนแล้ว อุณหภูมิกรุงเทพพุ่งขึ้นเกิน 40 องศา สมควรแก่เวลาพาคุณอำลาภูฏาน เรามาลงเอยกันที่เมืองภูนาคา เพื่อเที่ยวซองสวยที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนเชิงหิมาลัย ซองอยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำ กว่าผมจะข้ามสะพานไปซองได้ หมดเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง เที่ยวแบบผมก็ช้าอย่างนี้แหละครับ ขนาดข้าพเจ้าไม่ได้ชอบถ่ายภาพมากมาย แต่ยกกล้องเล็งมุมไหนก็สวยไปหมด ถ้าเป็นคนอื่นเค้าคงรอกันเงก เผอิญหวานใจเป็นประเภทสาวเที่ยวช้า สองเราจึงเดินวนไปเวียนมาอยู่ริมสะพานนานพอดู
ข้ามสะพานเข้าเขตซอง เป็นลานกว้าง มีทางแยกไปวัดหลังคาเหลือง เราเดินไปไหว้พระ รับน้ำมนต์ แต่อย่าคิดว่ามีเพียงแค่นั้น ตรงนี้เป็นจุดถ่ายภาพดีนักแล วิวจะเปิดโล่งเห็นทุ่งนาและเทือกเขา เสร็จแล้วค่อยวกกลับมาที่ซองใหญ่ ทางขึ้นเป็นบันไดสูงชัน แต่ยังไม่ถึงขั้นขาสั่น ผิดกับอีกหลายซองที่อยู่กลางป่าเขา บันไดชันจนเกือบเป็นตั้งฉากเลยครับ
ประตูทางเข้าซองทั้งสูงทั้งสวย กินขาดประตูทิมปูซอง สองข้างประตูมีกงล้อมนตราขนาดยักษ์ พร้อมภาพวาดท้าวจตุโลกบาล งดงามน่าชมมากครับ ยังมีภาพเต่ายักษ์ ภายในแบ่งช่องเป็น 12 นักษัตร 5 ธาตุ ตามความเชื่อแบบจีนและไทย (น้ำ ดิน ไฟ ไม้ ธาตุทองในภูฏานกลายเป็นธาตุเหล็ก) สาวรีบเข้าไปหมุนกงล้อ ทั้งหมุนทั้งปั่นขอให้โลกไม่แตกในเร็ววัน เพราะปีนี้ฟ้าดินดูท่าจะวิปริตกว่าปีไหน ผ่านปีใหม่ยังไม่ทันไร เจอทั้งแผ่นดินไหวทั้งภัยแล้งกันทั่วโลก
หมุนกงล้อกันเสร็จแล้ว เดินเข้าไปข้างในดีกว่า โผล่เข้ามา ผมเห็นของแปลกตาอยู่กลางลาน ถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของภูนาคาซองก็ว่าได้ ซองอื่นที่ผมไปก็ไม่เห็นมี นั่นคือเจดีย์ครับ เป็นเจดีย์สไตล์ภูฏาน ชั้นล่างเป็นเหลี่ยม ชั้นบนเป็นทรงโดม เหมือนเจดีย์แห่งชาติที่ทิมปู แต่ที่นี่มีโพธิต้นใหญ่อยู่เคียงข้าง ลานถูกโอบล้อมด้วยตึกสองชั้น ตามราวระเบียงเต็มไปด้วยลวดลายสีสัน เป็นลักษณะที่พบทั่วไปในซองทุกแห่ง
ภูนาคาซองแบ่งเป็น 3 ส่วนง่าย ๆ ส่วนแรกคือลานและเจดีย์ สุดทางเป็นหอสูงเขตสงฆ์ แถวนี้ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก ต่อเมื่อเราเดินอ้อมหอไปข้างหลัง เป็นส่วนสองอยู่ตรงกลาง แบ่งเป็นอาคารย่อยนับสิบ หนึ่งในนั้นคือวังที่ใช้ประกอบพิธีราชาภิเษกของพระเจ้าอุกเยน วังชุก กษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์วังชุก พิธีมีขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม 2450 กลายเป็นประเพณีถือปฏิบัติมา วันนี้คือวันชาติของภูฏาน
ภายในวังดังกล่าว ทำจากไม้ ประดับลวดลายไว้งามหยดติ๋ง ประตูข้างหน้ากรุด้วยแผ่นทองลายนูนเป็นรูปมังกร แต่ประตูปิดสนิท อยากเห็นข้างใน เราต้องเดินขึ้นไปชั้นสอง มองลงข้างล่าง เห็นโถงราชาภิเษก พร้อมบัลลังก์ธรรมจักรไม้ทาสีทอง เบาะเป็นสีฟ้า ทุกเสารวมถึงเพดานแต่งเติมด้วยภาพหลากสี เป็นห้องโถงที่เราไม่เห็นแบบนี้ในซองอื่น
จากส่วนกลางเข้ามาถึงส่วนสุดท้าย อยู่ด้านในสุด และถือเป็นเขตที่สวยสุด แค่เห็นภายนอกก็สะดุดตา ลวดลายสีสันละเอียดยิบเหนือพรรณา ตรงนี้มีอาคารสำคัญ 2 แห่ง หนึ่งคือตึกเก็บพระศพของท่านซับดรุง เราเข้าไปไม่ได้ครับ เขาอนุญาตให้เฉพาะคนภูฏาน อีกแห่งเป็นวัดสำคัญสุดของซอง ภายในมีพระพุทธรูปสำคัญทั้งสาม ได้แก่ ท่านกูรูรินโปเช พระอวโลกิเตศวร และพระศากยมุนี ตามแบบที่นับถือในนิกายตันตระยาน ผนังยังเต็มไปด้วยภาพวาด เสาก็ประดับลายทองไว้งดงาม น่าเสียดายแทนคุณที่เค้าไม่ให้ถ่ายภาพด้านใน แต่น่าดีใจแทนผม สมัยก่อนเค้าไม่ให้เราเข้าด้วยซ้ำ แต่สมัยนี้เข้าได้แล้ว ผมกับหนูดาวจึงอยู่ในนั้นนานเกือบชั่วโมง
ผมนึกว่า เราจะสิ้นสุดการชมซองเพียงแค่นี้ แต่เราดันโชคดีมีเบิ้ล เผอิญมีพิธีศพของชาวบ้านแถวนั้น คุณรูตาจึงขอเจ้าภาพ พาเราเข้าไปร่วมสวดศพกับเขาด้วย ชาวภูฏานเชื่อว่า เมื่อคนเราตาย จะไปเกิดใหม่ใน 49 วัน งานจะเริ่มตั้งแต่เก็บศพไว้บ้าน 3 วัน เสร็จแล้วจึงนำออกมาทางทิศตะวันตกเท่านั้น ก่อนจะเผาในที่โล่ง ในเมรุที่สร้างใหม่ทุกครั้ง เสร็จจากพิธีเผาแล้ว จะเป็นพิธีสวดหน้าอัฐิ หากเจ้าภาพมีกำลังทรัพย์มากหน่อย จะสวดกันให้ครบ 49 วัน แต่ถ้าทรัพย์มีน้อย แถมตั้งวงเก็บค่าต๋งไม่ได้ ก็ต้องลดจำนวนวันตามสตางค์ในกระเป๋า เสร็จจากพิธีแล้ว ญาติมีทางเลือก 2 ทาง
ทางแรกคือนำอัฐิไปลอยในแม่น้ำ บางทีก็มีปลามากิน อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไมคนภูฏานจึงถือปลาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าใครตะขิดตะขวงใจตอนกินปลา ในเมืองไทยเราก็ลอยอังคาร ปลาไทยก็อาจจะหม่ำกระดูกเหมือนกัน นอกจากนี้ คนภูฏานเค้าไม่จับปลาอยู่แล้ว เวลาเรากิน ขอให้คิดว่า เรากำลังกินปลาอินเดีย จงกินด้วยความสบายใจเถิด พิธีศพในอินเดียดุเดือดกว่าในภูฏานตั้งเยอะ (แต่ผมก็กินนะ คนเรามันก็เท่านั้น จะไปคิดอะไรมาก)
อีกวิธีหนึ่งคือนำอัฐิไปปั้นกับดินเหนียวผสมปูนขาว กลายเป็นผอบใบเล็ก นำผอบที่ว่าไปวางตามจุดต่าง ๆ ใกล้จุดที่ผู้คนเคารพนับถือ เช่น เจดีย์หรือตามช่องเขา ผมเจอผอบแบบนี้หลายหน ที่เจอเยอะสุดคือ Flaming Lake แห่งบุมตัง มีอยู่ใต้หลืบผาหลายพันใบ ครั้งที่ไปท่องป่าบอร์เนียว ผมก็เจออัฐิแบบนี้ในป่า เป็นความเชื่อของคนพื้นเมืองที่นั่น คล้ายคลึงกันจนน่าแปลกใจ
พิธีของชาวภูฏานมีผู้เข้าร่วมไม่มาก สงสัยเป็นชาวบ้านฐานะธรรมดา ถ้าอยากจะช่วยค่าใช้จ่าย แค่ควักเงินเอาไปวางไว้บนตั่งข้างหน้าแท่นบูชา ไม่ต้องใส่ซองให้ยุ่งยาก เวลาทำบุญในวัดก็เหมือนกันครับ แค่นำแบงค์ห้าแบงค์สิบไปวางไว้หน้าแท่น ไม่มีตู้รับบริจาคแบบบ้านเรา แบงค์ย่อยจึงเป็นของที่ควรมีติดกระเป๋าเสมอ
เสร็จจากการชมซอง อิ่มทั้งใจอิ่มทั้งบุญ ถึงเวลาเดินทางกลับ ผมนึกว่า เราจะมุ่งตรงไปโรงแรม แต่เขากลับจอดรถที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ จากจุดนี้เห็นซองงามหนักหนา คุณไกด์บอกว่า ที่ตรงนี้เป็นสวนพักผ่อนของโรงเรียนที่อยู่อีกฟากถนน เป็นโรงเรียนเก่าของเค้าด้วยนะ เค้าเคยมาเข้าเรียนระดับมัธยมอยู่ที่นี่ตั้งสามปี เวลากษัตริย์เสด็จไปซอง จะผ่านถนนตรงนี้ เด็ก ๆ ชอบมายืนถวายความเคารพกันริมถนน พระองค์จะโปรดให้แจกขนมกับเด็ก ๆ เป็นความหลังฝังใจ ทำให้ไกด์ของเรารักเคารพกษัตริย์พระองค์ที่ 4 อย่างเหลือล้น (สำหรับกษัตริย์องค์ปัจจุบัน หรือเจ้าชายจิกมี คุณไกด์บอกว่า เรื่องเคารพนั่นเป็นของแน่ แต่ความรักจะเกิดขึ้นได้ ต้องใช้เวลา)
ทิมปูและภูนาคา เป็นสองเมืองใหญ่ในภาคตะวันตกของภูฏาน อีกหนึ่งเมืองคือพาโร ทริปนี้ผมยังเดินทางลึกเข้าไปในภาคกลาง ข้ามขุนเขาสูงหลายพันเมตร ไปถึงบุมตัง หุบเขาสวยสุดแห่งหนึ่งของหิมาลัย ก่อนย้อนกลับไปพาโร เพื่อปีนขึ้นไปตั๊กซัง วิหารสูงเสียดฟ้า เรื่องทั้งหมดพร้อมรายละเอียด ผมทำไว้ในหนังสือ “ภูฏานตระการตา” พร้อมภาพถ่ายอีกเพียบ และ DVD ยาวสองชั่วโมงเศษ ดูกันให้แจ่มทุกมุมมองทั่วภูฏาน หนังสือพร้อมจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำปีนี้ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พบกันที่บู๊ทส์ “ผู้จัดการ” M01 โซน C1 ที่เดิมเป็นประจำทุกงาน ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ผมคงอยู่เฝ้าบู๊ทส์ แวะผ่านไปทักทายกันได้นะครับ
สำหรับเป้าหมายในสัปดาห์หน้า เริ่มเข้าใกล้ฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ผมเคยไปประเทศนั้น 3 ครั้ง จึงอยากจะนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นการอุ่นเครื่องเตรียมพร้อมดูฟุตบอลครับ
- 1587 reads
