![]() Last Update : Sunday 1 July, 2001 8:12 AM |
|
![]() |
กัลปังหายักษ์ |
|
|---|---|---|
| ภาพ - กล้อง - เลนส์ - ฟิล์ม - แฟลช - นายแบบ - |
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ Nikonos RS 13mm Fuji Velvia ISO 50 SB-104 โยและกัลปังหา |
|
ที่ความลึก 25 เมตร แนวปะการังหักชันเกือบเป็นหน้าผา 90 องศา รอบด้านคือสาหร่ายเห็ดหูหนู ที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่กลุ่มปะการังเขากวาง ตั้งแต่ระดับความลึก 10 เมตรเรื่อยมา ถ้าจะกล่าวว่าจุดนี้คือสุสาน คงไม่ผิดอะไร แต่ทำไมผมถึงดำน้ำลงมาที่นี่ และทำไมใจถึงกำลังเต้น...ตึกตัก...ตึกตัก?
ผมมองเห็นเขาแล้ว เงาตะคุ่มเหมือนก้อนหินขนาดยักษ์ อยู่เลือนลางท่ามกลางน้ำทะเลสีครามเข้ม เลยจากสุดเขตขอบแนวปะการังด้านล่างไปประมาณ 10 เมตร
ผมเตะเท้าพาตัวเองใกล้เข้าไปและลึกลงไป จวบจนถึงความลึก 40 เมตร ในที่สุดผมก็มาถึง "กัลปังหาใหญ่ที่สุดของทะเลไทย" ไม่มีที่ใด ไม่ว่าจะเป็นหินแปดไมล์ จาบัง หินแดง เกาะราชา สิมิลัน ตาชัย ตลอดจนข้ามไปในฝั่งอ่าวไทย เกาะเต่า กองชุมพร ฯลฯ จะมีกัลปังหาขนาดใหญ่เท่านี้ อย่างน้อยก็ด้วยสายตาของผม
ไม่เพียงแต่ผม ยังรวมถึงนักดำน้ำระดับป๋าทะเลหลายคน ที่บอกว่าเคยเห็นกัลปังหายักษ์มามากต่อมาก แต่เมื่อผมพาลงไปพิสูจน์กัลปังหาต้นนี้ ทุกคนขึ้นมาแล้วบอกเป็นเสียงเดียวว่า "ตะลึง!!?"
ผมพบเขาตั้งแต่พ.ศ.2530 ครั้งเมื่อพี่ทักษิณพาลงไปดูเป็นครั้งแรก ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ 14 ปีผ่านไป ทุกครั้งที่ผมไปเกาะสุรินทร์ ผมจะกลับไปดูเขาเสมอ เพราะเขาคือสัญลักษณ์แห่งปราการด่านสุดท้ายของทะเลไทย วันใดที่กัลปังหาต้นนี้จากไป หากเกิดด้วยฝีมือมนุษย์ วันนั้นอาจเป็นหนึ่งในวันเศร้าที่สุดของชีวิต
ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งในจำนวนเกือบยี่สิบไดฟ์ที่กัลปังหายักษ์ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งใด เพราะผมมีจุดประสงค์เฉพาะ ไม่ใช่เพียงเพื่อมาดู แต่เพื่อมาบันทึกภาพของเขา เอากลับไปอวดให้คนไทยดูให้ได้
มันเป็นวันแดดจ้าฟ้าใส แต่ที่ใสกว่าฟ้าคือ "น้ำ" ใสในระดับที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนที่เกาะสุรินทร์ ทะเลที่มักมีตะกอนน้อยๆลอยในน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะในที่ลึก ผมจึงเปลี่ยนแผนโดยฉับพลัน ในช่วงบ่ายแทนที่เราจะออกไปสำรวจจุดเดิม ผมกลับชวนครูโย หนึ่งในทีมงาน Sea Papa ผู้ศึกษาปะการังอ่อนและกัลปังหาโดยเฉพาะ
จากชายหาดหน้าอุทยานฯ ใช้เวลาเพียงสิบนาทีโดยเรือยาง เรามาถึงขอบแนวปะการังด้านนอกสุดของแหลมแม่ยาย หลังจากผูกเรือไว้กับทุ่น ผมกับโยพากันลงไปใต้น้ำ ดำดิ่งไปตามขอบหักชันจนถึงกัลปังหาต้นนี้ เมื่อถึงเป้าหมาย ผมกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความดีใจ น้ำทะเลใสในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ
ทุกครั้งที่ผมลงมาหากัลปังหายักษ์ ผมมักเจอน้ำทะเลสีตุ่นๆไม่ใสแจ๋ว น้ำทะเลในระดับนี้ถ่ายภาพมุมกว้างในระยะ 1-2 เมตรได้สบายมาก แต่ถ้าเราต้องถอยไปในระยะ 5-6 เมตร นั่นคือปัญหา
เหตุผลที่ผมต้องถอย เพราะกัลปังหาต้นนี้ใหญ่จนเกินกว่าเลนส์จะเก็บภาพได้หมด ครั้งนี้ผมจึงตัดสินใจนำเลนส์ 13mm Fish Eye View มาใช้ เพื่อได้มุมเก็บภาพที่กว้างกว่า ช่วยให้ถอยหลังไปเพียง 4 เมตรก็พอแล้ว กระแสน้ำช่วงนี้มีน้อยมาก ง่ายต่อการทรงตัวให้ลอยอยู่กลางน้ำพร้อมยกกล้องขึ้นถ่าย ใต้ทะเลเราไม่มีขาตั้งกล้อง ทุกอย่างต้องอาศัยมือและความชำนาญ
ผมถ่ายภาพก่อน 1-2 ภาพเพื่อไว้ใช้เปรียบเทียบในอนาคต ก่อนยกมือให้สัญญานโย เขาว่ายเข้าไปข้างกัลปังหา ขณะผมบรรจงกดชัตเตอร์ แสงแฟลชสว่างวาบที่ใต้น้ำ ก่อนปุ่มไฟสีแดงกระพริบถี่ บอกกับผมว่าแสงไม่พอ ผมพยายามปรับหน้ากล้องให้กว้างขึ้น จาก F8 เป็น F5.6 แล้วถ่ายภาพอีกครั้ง ยังไงก็แสงไม่พอ
ในเมื่อแสงไม่พอ จะทำอย่างไรได้ เหนือหัวเรามีมวลน้ำ 40 เมตรขวางกั้นแสงจากอาทิตย์ ใต้น้ำแสงทั้งหมดที่มีก็คือแค่นี้ ผมส่ายหน้าก่อนเรียกโยขึ้น เพราะไดฟ์คอมพิวเตอร์ในข้อมือบอกว่า เรากำลังใกล้ติดดีคอมฯ
เมื่อกลับมาล้างรูป...ผมยิ้ม เพราะภาพออกมาแม้ไม่ดีนัก แต่ก็ใช้ได้ เราแต่งเพิ่มแสงสีแดงให้ภาพอีกหน่อย จะช่วยให้กัลปังหามีสีสันเหมือนธรรมชาติมากขึ้น ผมใช้เวลาแต่งภาพนี้นานเป็นพิเศษ กว่าจะได้ออกมาให้คุณๆได้เห็น
Talay Photo ครั้งนี้ยาวหน่อย เพราะกว่าจะได้ภาพกัลปังหาต้นนี้มา ผมใช้เวลารอเกือบ 14 ปี ภาพถ่ายเป็นร้อยภาพที่ถ่ายที่นี่ไป มีเพียงภาพนี้ที่พอใช้ได้ แต่ผมคิดว่า มันคุ้มค่ากับการรอคอย
ภาพนี้คือภาพที่ผมเลือกใช้ประดับคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ไม่ว่าเวลาไหนของวัน เวลาผมเห็นภาพนี้ ผมจะระลึกถึงความทรงจำช่วงหนึ่งที่ความลึก 40 เมตร ณ เกาะสุรินทร์ ห่างจากบ้านผมไปหลายร้อยกิโลเมตร
ณ ที่แห่งนั้น กัลปังหาใหญ่สุดของเมืองไทย...ยังคงอยู่ ให้ผม ลูกผม คุณ ลูกคุณ และคนไทยทุกคน ได้ภาคภูมิใจ ว่าเมืองไทยของเรามีดี
เพราะกัลปังหาต้นนี้ ไม่เพียงใหญ่ที่สุดในทะเลไทย แต่ใหญ่ที่สุดและสวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ตลอดระยะเวลา 20 ปีของการดำน้ำมากกว่า 3,000 ครั้งใน 12 ประเทศทั่วโลก
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.