![]() Last Update : Saturday 20 January, 2001 4:41 AM |
|
สงสารนาผืนน้อยในทะเลจัง
นายพิศิษฐ์ ตุลยกุล
ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล
คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การอนุรักษ์และการจัดการแหล่งหญ้าทะเล
แหล่งหญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศน์แบบหนึ่งที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวตั้งแต่หญ้าทะเลเอง ซึ่งเป็นพืชมีดอก แต่ได้ปรับตัวและมีวิวัฒนาการจากการเป็นพืชบก ลงไปอยู่ในทะเลอย่างสมบูรณ์ และมีสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เข้ามาอยู่ร่วมเป็นองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ กันรวมเป็นระบบนิเวศหญ้าทะเล นอกเหนือจากความสามารถในการให้ผลผลิตได้สูงเพราะเป็นพืชที่สังเคราะห์แสงได้แล้ว ลักษณะโครงสร้างของหญ้าทะเลยังมีองค์ประกอบที่เหมาะสมที่จะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน แหล่งหลบภัย และแหล่งหาอาหารที่มีความสมบูรณ์ไม่แพ้ระบบนิเวศปะการัง หรือระบบนิเวศป่าชายเลนเลย นอกจากนี้แล้วหญ้าทะเลยังมีส่วนช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยลดการพังทะลายของหน้าดินได้อย่างดีอีกด้วย ปัญหาสำคัญในประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือการทำลายแหล่งหญ้าทะเลโดยตรง เช่น การถมทะเล การสร้างท่าเรือ เรือประมงอวนลาก อวนรุน ซึ่งก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมบริเวณแหล่งหญ้าทะเล อันเนื่องมาจากความไม่รู้ถึงคุณค่าและประโยชน์ของแหล่งหญ้าทะเลหลายบริเวณถูกทำลายจนหมดไปเลยก็มี
ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นมากที่จะต้องเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของระบบนิเวศหญ้าทะเลให้เป็นที่รู้จักและแนะให้เห็นถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมเพื่อที่จะช่วยกันปกป้องและจัดการให้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยมุ่งหวังที่จะคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่งทะเลสืบต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
ระบบนิเวศน์หญ้าทะเล
บทบาทที่สำคัญที่สุดของหญ้าทะเลในระบบนิเวศน์ คือ การเป็นผู้ผลิต (Producer) ในห่วงโซ่อาหาร ส่วนต่าง ๆ ของหญ้าทะเลโดยเฉพาะส่วนของใบซึ่งจะเน่าเปื่อยหลังจากตายลง ซากเน่าเปื่อยที่สลายตัวลงเรียกว่า "ดีไทรทัศ (Detritus)" ผลผลิตที่ได้จากขบวนการสังเคราะห์แสง หญ้าทะเลบจะปล่อยอินทรียสารที่ละลายน้ำได้สู่มวลน้ำและถูกถ่ายเทออกไปยังนอกเขตฝั่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการหมุนเวียนของคาร์บอนในแหล่งน้ำ โดยจะเป็นอาหารของแพลงค์ตอนพืชและสัตว์ต่อไป
ปลาบางชนิด หอย เม่น และหอยฝาเดียวบางชนิดจะแทะเล็มหญ้าทะเลเป็นอาหารสัตว์เหล่านี้บางทีไม่ได้ย่อยสารเซลลูโลส แต่มันจะดูดซึมเซลล์ที่อยู่ในหญ้าทะเล หรือในสาหร่ายที่เกาะอยู่ตามผิวใบเท่านั้น สัตว์ใหญ่ที่กินหญ้าทะเลเป็นอาหารโดยตรง ได้แก่ เต่าทะเล พะยูน และนกเป็ดน้ำ
สิ่งมีชีวิตที่พบในแหล่งหญ้าทะเล นอกจากจะประกอบไปด้วยหญ้าทะเลหลายชนิดแล้วยังมีชีวิตกลุ่มอื่น ๆ ทั้งพืชและสัตว์ที่สามารถพบได้ในแหล่งหญ้าทะเล ตั้งแต่พืชชั้นต่ำหรือพืชที่มีขนาดเล็ก เช่น แพลงตอนพืช สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังไปจนถึงสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชั้นสูงจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น พะยูน ซึ่งสัตว์ทะเลบางชนิดก็อาศัยอยู่ตามบริเวณส่วนต่าง ๆ ของหญ้าทะเล เช่นบริเวณใบ หรือแม้กระทั่งรากและเหง้าที่อยู่ใต้ดิน บางชนิดฝังตัวอยู่ตามพื้น บางชนิดเคลื่อนที่อยู่ตามพื้น และบางชนิดก็เคลื่อนที่หรือว่ายน้ำไปมาอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล สิ่งมีชีวิตกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ ปลา กุ้ง และปู จะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีความสำคัญเนื่องจากเกเป็นกลุ่มสัตว์ทะเลซึ่งมีบทบาทในทางเศรษฐกิจการประมง ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และเป็นแหล่งอาหารของชาวประมงพื้นบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น
สิ่งมีชีวิตที่พบในแหล่งหญ้าทะเลบางชนิดอาศัยอยู่อย่างถาวรในแหล่งหญ้าทะเล แต่บางชนิดจะอาศัยอยู่เพียงชั่วคราวในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อใช้แหล่งหญ้าทะเลเป็นแหล่งหาอาหาร คือ อาศัยอยู่เพียงบางฤดูกาล เพื่อใช้เป็นแหล่งหญ้าทะเลเป็นแหล่าผสมพันธุ์วางไข่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์และเป็นแหล่งอนุบาลของตัวอ่อนภายหลังจากที่ไข่ได้ฟักออกมาเป็นตัว ยกตัวอย่างเช่น ปูม้า ปลากเก๋า หรือปลากะรัง และปลากะพง จะใช้เป็นแหล่งผสมพันธุ์ วางไข่ และเลี้ยงดูตัว
ความสำคัญและประโยชน์ของแนวหญ้าทะเล
หญ้าทะเลพบว่ามีอยู่ประมาณ 50 ชนิด แพร่กระจายอยู่โลก ความสำคัญของหญ้าทะเลนั้นมีตั้งต่อระบบนิเวศชายฝั่ง รวมไปถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจ อันเนื่องจากการทำการประมงในแนวหญ้าทะเลเช่นการทำการประมงอวนรุนลูกปลาเก๋าเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงต่อในกระชังจนได้ขนาดที่ตลาดต้องการ การทำการประมงอวนรุนเคยเพื่อนำไปทำเป็นกะปิซึ่งสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านอย่างมาก การประมงประเภทอื่น ๆ เช่น อวนจมปู แร้วปู ลอบ และไซปลาก็นิยมกะทำกันในแนวหญ้าทะเล นอกจากนี้แล้วหญ้าทะเลบางชนิดเช่น ผลของหญ้าทะเลบางชนิด (หญ้าชะเงาใบยาว) สามารถนำมาบริโภคได้ ตลอดจนกระทั่งนำมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ด้วย
ในบางประเทศ ชาวพื้นเมืองได้มีการนำหน้าทะเลมาใข้ประโยชน์อย่างมากนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นอีกคือ นำมาสานเป็นตะกร้า นำมาทำเป็นที่นอน นำมาใช้เป็นหลังคาแบบหลังคาจากบ้านเรา นำมาทำเป็นปุ๋ย นำมาใช้เป็นยาสูบ หรือแม้แต่นำมาทำเป็นเครื่องเล่นของเด็ก ๆ
อย่างไรก็ดี ความสำคัญของระบบนิเวศอันนี้ ยังเป็นที่เข้าใจกันน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเรา เราสามารถสรุปความสำคัญของระบบนิเวศหญ้าทะเลได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. หญ้าทะเลเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้มีผลผลิตโดยเฉลี่ย(กรัมน้ำหนักแห้ง/ตร.ม./ปี) สูง ซึ่งจะเป็นส่วนที่ช่วยสนับสนุนผลผลิตของสิ่งมีชีวิตขั้นต่อไป
2. ความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารในสามลักษณะ ประการแรกคือ การกินหญ้าทะเลเป็นอาหารโดยตรงของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่โดยเฉพาะ เต่า และพะยูน (หมูน้ำ) ประการที่สอง สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่บนหญ้าทะเล จะเป็นอาหารโดยตรงของปูปลาบางชนิดที่เข้ามาหากินตอนน้ำขึ้น และ ประการที่สาม คือ เมื่อหญ้าทะเลถูกย่อยสายก็จะกลายเป็นซากอินทรีย์สารที่มีคุณค่าทางอาหารต่อสิ่งมีชีวิตอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ขบวนการทั้งสามประการนี้จะช่วยให้มีการกระจายพลังงานไปสู่สรรพชีวิตต่อไป
3. ความเหมาะสมของระบบนิเวศหญ้าทะเลในการที่จะเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร และที่กำบังหลบภัยของสัตว์ทะเลหลายชนิด ผลจากลักษณะโครงสร้างของหญ้าทะเลที่มีใบ ลำตัน และรากทำให้สัตว์ทะเลมากมายเข้ามาอาศัยอยู่โดยอาจเข้ามาอยู่อาศัยอย่างถาวรหรือชั่วคราวก็ได้ กลุ่มสัตว์ทะเลที่พบในบริเวณหญ้าทะเลนั้นมีทั้งอยู่ในวัยอ่อนและโตเต็มวัย
4. ความสามารถของระบบนิเวศหญ้าทะเลในการช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ ลดความแรงของคลื่น และยังช่วยลดการฟุ้งกระจายของตะกอนให้เกิดขึ้นน้อยลง นั่นคือส่วนในการช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้คงทน ลดการพังทลายให้เกิดน้อยลง ทั้งนี้เป็นผลจากโครงสร้างของหญ้าทะเล ไม่ว่าจะเป็นส่วนของใบที่ช่วยต้านกระแสน้ำแล้วส่วนของรากและเหง้าก็ยังช่วยในการยึดพื้นท้องทะเลอีกด้วย
ในประเทศไทยชายฝั่งทะเลของจังหวัดตรัง บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เกาะติลิบงและเกาะมุก มีแหล่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งอาหารสำหรับพะยูนและเต่าทะเลมี่สมบูรณ์ผืนสุดท้ายของประเทศไทย จึงควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ในแหล่งหญ้าทะเลนี้คงความสมบูรณ์ต่อไปหากเราสามารถนำความรู้ทางด้านชีวิทยาทางทะเลที่มีอยู่หรือศึกษาค้นคว้าให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ทั้งสอง ความรู้ที่ได้จะนำมาใช้ประโยชน์ จนสามารถทำฟาร์มเลี้ยงเต่าทะเลและพะยูนในบริเวณแหล่งหญ้าทะเลอย่างจริงจังในอนาคตได้
เมื่อกล่าวถึงแหล่งหญ้าทะเลควรที่จะรู้จักกับพะยูน ที่กำลังจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย
พะยูน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเล อยู่ในอันดับไซรีเนีย (Sirenia) วงศ์ดูกกองจิดี้ (Dugongidae) ในวงศ์นี้มีเพียง 1 สกุล คือ สกุลดูกอง (Dugong) และสกุลนี้มีอยู่เพียงชนิดเดียวเท่านั้นคือ พะยูน (Dugong dugon)
ลักษณะทั่วไป
รูปร่างสัณฐานโดยรวมของลำตัวพะยูนนั้นเป็นทรงกระสวย ค่อนข้างอ้วน หรือป่องตรงกลาง แต่ป้อมสั้นไม่เพรียวเหมือนปลาโลมา เนื่องจากส่วนหัวเล็กและสั้น ช่วงอกและท้องขยายกว้าง โคนหางคอดเรียวเล็กลง พะยูนมีช่วงคอที่สามารถขยับได้ทุกทิศทาง ผิดกับปลาวาฬและแมวน้ำ แม้ว่าจะดูเหมือนกับไม่มีคอก็ตาม ครีบอกที่มีรูปร่างคล้ายใบบาย และเช่นเดียวกันสามารถเคลื่อนไหวได้รอบทิศทาง เหมือนกับแขนหรือขาหน้าของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกชนิดอื่น ๆ ส่วนแพนหางที่แผ่แบนใหญ่ในแนวราบปลายมนโค้งมีรอยบุ๋มเว้าเข้ามาตรงกลาง ทำให้ดูเหมือนว่าหางไม่มีกระดูกเช่นเดียวกับปลาวาฬ
ผิวหนังของพระยูนหนามาก และมีขนเป็นเส้นหยาบแข็งกระจัดกระจายอยู่ประปรายเช่นเดียวกับหนังช้าง แต่ผิวสีไม่เข้มนัก มักมีสีอ่อนเป็นสีเทาอมชมพูจนถึงสีน้ำตาล บนหัวอันค่อนข้างกลม เล็กของพะยูนมีรูจมูกอยู่ตอนหน้าเปิดขึ้นด้านบน จำนวน 1 คู่ มีลักษณะพิเศษคือ มีแผ่นผนังที่ใช้เปิดรูจมูกเพื่อกันน้ำเข้าขณะที่ดำลงใต้น้ำ และเปิดออกเมื่อหายใจบนผิวน้ำ ทั้งนี้เพราะพะยูนหายในด้วยปอด
ตาของพะยูนมีขนาดเล็กและกลม อยู่ด้านข้างของหัว ไม่มีหนังตา และขนตา การมองเห็นของพะยูนจัดว่าไม่ดีนัก แต่มีอวัยวะทดแทน คือ รูหู ซึ่งมีขนาดเล็ก ไม่มีใบหู อยู่ถัดจากตาไปด้านหลัง สามารถรับเสียงที่ผ่าน มาจากในน้ำได้อย่างดีมาก
ในช่องปาก กรามบนและกรามล่างมีฟันกรามรูปทรงกระบอกด้านละ 5-6 ซี่ ซึ่งฟันเหล่านี้ปราศจากเคลือบฟัน พะยูนเพศผู้จะมีฟันหน้าบนคู่แรก ซึ่งเป็นฟันที่ใช้ในการกัดและตัดที่งอกยาวออกมามากกกว่าพะยูนเพศเมีย โดยยื่นออกมาประมาณ 6-7 เซนติเมตรทำให้ดูคล้ายเขี้ยว อันอาจเเปรียบได้กับคู่งาของช้างพลายทั้งนี้เพราะพะยูนและช้างต่างมีต้นตอการวิวัฒนาการมาจากสาบรรพบุรุษเดียวกัน และเชื่อกันว่าเขี้ยวคู่นี้มีเอาไว้ให้พะยูนเพศผู้ใช้เกาะยึดหลังพะยูนเพศเมียขณะผสมพันธุ์ ป้องกันการลื่น ขนาดของพะยูนมีความยาวตั้งแต่ 1-4 เมตร และน้ำหนักราว 200-900 กิโลกรัมลูกพะยูนเกิดใหม่คาดวามีความยาว 1 เมตร และมีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 60-100 กิโลกรัม
แหล่งที่อยู่อาศัย
พะยูนชอบอาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีระดับน้ำค่อนข้างตื่นประมาณ 1-12 เมตร โดยเข้าหากินตามแนวหญ้าทะเลที่มีความลึก 1-3 เมตร และหลบหลีกศัตรูลงไปที่ความลึกราว 2-7 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลที่พะยูนชอบประมาณ 18-19 องศาเซลเซียส แต่แม้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลในเขตร้อนโดยทั่วไปจะประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส ก็ตาม พะยูนยังคงอาศัยอยู่ได้พะยูนเลือกที่อยู่บริเวณชายฝั่งที่มีน้ำทะเลขุ่นและค่อนข้างสงบปราศจากคลื่นลมรุนแรง ทั้งนี้เพราะเป็นการง่ายต่อการทรงตัวในน้ำขณะกินหญ้าทะเล
อาหาร
พะยูน เป็นสัตว์กินพืชโดยกินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลักจากการศึกษาพบว่าพะยูนในประเทศไทยชอบกินหญ้าทะเล 3 ชนิด คือ หญ้าทะเลใบกลม (Halophila ovalis) หน้าเต่า (Thalassic hemprichii) หญ้าชะเงาใบสีน้ำตาล (Cymodocea rotundata) แต่มีรายงานว่าในมหาสมุทรแปซิฟิกบางแห่งพบว่า พะยูนกินหอยขนาดเล็กบ้างแต่ไม่มากนักและไม่ใช่อาหารหลัก เข้าใจว่าคงปะปนไปกับหญ้าทะเลที่กำลังถูกดุนกัดกินอยู่ตามพื้นทะเลนั่นเอง
พะยูนดำน้ำลงกินหญ้าทะเล และจะโผล่ขึ้นมาหายใจทุก 1-3 นาที โดยใช้เวลาหายใจบนผิวน้ำสั้นมากเพียง 2-3 วินาทีต่อครั้งพะยูนออกหากินทั้งกลางวันและกลางคืน โดยใช้เวลาหากินวันละ 15-20 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ปริมาณอาหารประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อวัน การกินหญ้าทะเลของพะยูนกระทำโดยการใช้ริมฝีปากที่หนาและแข็งแรงดุนกินลำต้นหรือหัวของหญ้าทะเล ซึ่งฝังอยู่ในพื้นทราบ เช่นเดียวกับการขุดหรือดุนหาอาหารของหมู จึงทำให้พะยูนมีชื่อไทยอีกชื่อหนึ่งว่า "หมูน้ำ" และด้วยพฤติกรรมการกินหญ้าเหมือนวัว จึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Sea cow"
การสืบพันธุ์
พะยูนไม่มีฤดูกาลสืบพันธุ์ที่แน่นอน วัยเจริญพันธุ์หรือความพร้อมเพื่อพันธุ์อยู่ในราว 8-18 ปี เพื่อพะยูนทั้งเพศผู้และเพศเมียผสมพันธุ์กันแล้วจะใช้เวลาตั้งท้อง 11 เดือน (บางรายงาน 13-15 เดือน) โดยปกติแล้ว แม่พะยูนให้กำเนิดลูกครั้งละ 1 ตัว แต่ก็มีบางครั้งที่ออกเป็นลูกแฝด ลูกพะยูนจะอยู่กับแม่เพื่อกินนมเป็นเวลา 2 ปี จึงหย่านม ซึ่งตลอดระยะเวลาพะยูนตัวเป็นที่พ่อจะยังคงช่วยเลี้ยงลูกด้วย แต่ก็มีรายงานส่วนหนึ่งกล่าวว่า พะยูนเพศผู้มักไม่ช่วยเลี้ยงลูกเพียงแต่ทำหน้าที่ผสมพันธุ์แล้วก็แยกย้ายกันไป
พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือออกลูกเป็นตัว มีระบบรกเพื่อช่วยส่งเลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนในมดลูก แต่เนื่องจากความที่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำ ทำให้มีวิวัฒนาการของรกเป็นแบบไม่หลุดออก (Nondeciduous placental) เพื่อป้องกันมิให้เสียเลือดออกไปมากขณะคลอดลูกในน้ำ อีกทั้งการแข็งตัวของเลือดเป็นไปอย่างรวดเร็วมากเพื่อช่วยป้องกันสารเสียเลือดอีกทางหนึ่ง ลูกอ่อนที่ออกมาจากเกาะดูดนมจากเต้านมของแม่ ตรงตำแหน่งหน้าอกใต้ครีบอกทั้งสองข้าง โดยแม่พะยูนอาจว่ายน้ำเอียงตัวให้ก่อนพร้อมทั้งใช้ครีบอกช่วยพยุงประคองลูกอ่อนไว้ จนเมื่อลูกแข็งแรงสามารถดูดนมได้เองจากด้านล่างขณะว่ายน้ำ ตลอดช่วงอายุพะยูนเพศเมียซึ่งยืนยาวกว่า 50-55 ปีนั้น สามารถให้ลูกได้เพียง 5-6 ตัว และนี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พะยูนใกล้สูญพันธ์ง่ายขึ้น
จากเหตุที่พะยูนเป็นสัตว์ที่ไม่มีอวัยวะใด ๆ ในการต่อสู้ป้องกันตัว และมีข้อจำกัดในเรื่องของการสืบพันธุ์และอาหารการกิน จึงเป็นเหตุให้จำนวนประชากรของพะยูนมีอยู่ไม่มากนักสมทบกับปัญหาของแหล่งอาหารของพะยูน ซึ่งก็คือ แหล่งหญ้าทะเล กำลังถูกคุกคามและลดจำนวนลงเรื่อย ๆ และปัญหาของการติดอวนของชาวประมง ทำให้พะยูนไม่สามารถขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำได้พะยูนเป็นจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิตลงภายในอวนประมงเหล่านั้นในปัจจุบันจำนวนของพะยูนทั่วโลกจึงลดลงไปเรื่อย ๆ และความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่อการดำรงชีวิตของพะยูนก็มีอยู่อย่างจำกัดเราจึงควรต้องรีบดำเนินการใด ๆ เพื่อให้พะยูนและลูกน้อยสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของตนไว้คู่กับมนุษย์เราได้ต่อไป
การทำลายแนวหญ้าทะเล
@ สาเหตุจากธรรมชาติ
มีอยู่หลายประการด้วยกัน ยกตัวอย่าง เช่น จากพายุไต้ฝุ่น อีกทั้งจากสภาพการเคลื่อนที่ขึ้นลงของน้ำ และคลื่นลม จากสาเหตุดังกล่าวนี้จะมีส่วนพัดพาเอาตะกอนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงมาทับถมหญ้าทะเลทำให้หญ้าทะเลไม่สามารถสังเคราะห์แสงและตายในที่สุด นอกจากนี้แล้วการใช้ประโยชน์จากหญ้าทะเลตามธรรมชาติ โดยสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ใช้หญ้าทะเลในการบริโภคก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เช่น จากแหล่งสัตว์ ที่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ ได้แก่ เต่าทะเล และพะยูน จากปลาหลายประเภทได้แก่ ปลาสลิดหิน ปลานกแก้ว ปลาขี้ตังเป็ด ส่วนสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ก็มีพวกกลุ่มหอยเม่นเป็นผู้บริโภคหลัก และยังมีหอยฝาเดียวและสัตว์ขนาดเล็กที่เกาะอยู่ตามใบหญ้าทะเลอีกด้วย อย่างไรก็ดี ในสภาพการใช้ประโยชน์ตามธรรมชาติที่ไม่มีการรบกวนจากสาเหตุอื่นใด ก็จะมีการปรับสภาพในระบบให้สมดุลต่อไป@ สาเหตุจากกิจกรรของมนุษย์
การตัดไม้ทำลายป่าไม่เพียงจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบนบกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรบริเวณชายฝั่ง ทั้งนี้เพราจะมีปริมาณตะกอนถูกพัดพามาสู่ชายฝั่งทำให้น้ำขุ่นข้นมากกว่าปกติก็จะเป็นผลร้ายกับหญ้าทะเลได้เช่นกันการทำเหมือแร่ตามชายฝั่งทะเล ซึ่งน้ำจากการล้างแร่ที่มีปริมาณตะกอนมากจะถูกพัดพามาทับถมตามชายฝั่งทะเลและทำอันตรายกับหญ้าทะเลได้
การทำการเพาะเลี้ยงตามชายฝั่งที่ใกล้กับแนวหญ้าทะเล ที่ไม่ได้มีการบำบัดน้ำเสียจากนากุ้ง
หรือแม้แต่การฉีดเลนลอกบ่อก่อนทำการเพาะเลี้ยงในแต่ละครั้ง แล้วปลดปล่อยน้ำดังกล่าวลงไปในบริเวณหน้าทะเล จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของหญ้าทะเลและสัตว์หลายชนิด หรืออาจถึงตายได้การทำการประมงในแนวหญ้าทะเลที่มากเกินความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นอวนรุน อวนลาก จะทำให้แหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรม และหมดความอุดมสมบูรณ์ได้
การอนุรักษ์และการจัดการ
ความสำคัญของระบบนิเวศหญ้าทะเลนั้น มีมากมายตั้งแต่มนุษย์ และต่อระบบนิเวศชายฝั่งดังกล่าวข้างต้นมาแล้ว กลับพบว่าในอดีตถูกมองข้ามและปัจจุบันกำลังอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรม ทั้งนี้เป็นผลมาจากการประมงอวนรุน อวนลากตลอดจนการระบายน้ำเสียลงสู่ชายฝั่ง เช่นน้ำที่มีตะกอนขุ่นข้น น้ำเสียจากนากุ้ง เป็นต้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและการวางมาตรการในการป้องกัน เพื่อจะรักษาทรัพยากรอันล้ำค่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
แนวทางการจัดการนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เริ่มจากการศึกษาและหาข้อมูลเพื่อจะได้ทราบปริมาณและการแพร่กระจายของหญ้าทะเลอย่างชัดเจน จากนั้นจะต้องพิจารณาถึงสภาพของแนวหญ้าทะเลว่าอยู่ในสภาพอย่างไร เช่น อุดมสมบูรณ์มาก ปานกลางหรือเสื้อมโทรมเพื่อจะได้จัดการแบ่งเขตการใช้งานให้ถูกต้องต่อไป เช่น
1. เขตสงวน ควรเป็นบริเวณที่ความสมบูรณ์ของหญ้าทะเลสูง ต้องห้ามทำกิจกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อเก็บไว้เป็นแหล่งหาอาหารเลี้ยงตัวอ่อนและแหล่งขยายพันธุ์ของสัตว์ทะเล เพื่อสนับสนุนให้เกิดความอุดสมบูรณ์ต่อการประมงชายฝั่งทะเลใกล้เคียงต่อไป
2. เขตอนุรักษ์ จัดเป็นบริเวณที่มีความสมบูรณ์ของหญ้าทะเลปานกลาง ให้มีกิจกรรมบางประเภทได้ เช่น เพื่อการท่องเที่ยง เพื่อการศึกษา และการประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศหน้าทะเล เป็นต้น
3. เขตการใช้งาน ควรเป็นบริเวณที่มีความสมบูรณ์ของหญ้าทะเลค่อนข้งต่ำแต่สามารถให้มีการใช้ประโยชน์ได้ภายใต้กลไกของกฎหมาย เช่น ให้ที่มีการประมงจับสัตว์น้ำได้ หรืออาจเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่อาจสามารถทำให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชและสัตว์ทะเลขึ้นมาใหม่ และใช้ประโยชน์ได้ต่อไป โดยส่งเสริมให้มีโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเลร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่น
แนวทางในการฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล
@ แนวทางในการบำบัดและฟื้นฟู
สามารถดำเนินการโดยใช้มาตราการต่างๆที่จำกัด หรือห้ามกิจกรรมที่ทำลายแหล่งหญ้าทะเลดังนี้
1. จำกัด หรือห้ามทำการประมง โดยเฉพาะประเภทที่ใช้เครื่องมือประมงที่ทำให้แหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรม ได้แก่ อวนลาก อวนรุน อวนทับตลิ่งขนาดใหญ่ และสนับสนุนให้มีการใช้เครื่องมือขนาดเล็ก ได้แก่ อวนลอย ลอบดักปลา แห เบ็ด แทน
2. จำกัด หรือห้ามการเก็บเกี่ยวหญ้าทะเลเพื่อการค้า หรือการพาณิชย์
3. จำกัด หรือห้ามกิจกรรมการปรับที่ดินลงทะเล หรือการถมทะเล
4. กำหนดและดำเนินมาตราการควบคุม และป้องกันการเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งบริเวณแหล่งหญ้าทะเล และผลกระทบของตะกอนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ในทะเล และการพัฒนาโครงการบริเวณชายฝั่งและแหล่งกำเนิดน้ำเสียอื่นๆ
@ แนวทางในการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ
การศึกษาวิจัยด้านวิชาการ จะส่งผลให้มีความเข้าใจมากขึ้นในเรื่องหญ้าทะเล ระบบนิเวศของหญ้าทะเล รวมทั้งเข้าใจถึงแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางในการศึกษาวิจัยดังกล่าว มีดังนี้
1. แหล่งหญ้าทะเล เป็นบริเวณที่มีความสำคัญต่อการประมง เนื่องจากเป็นแหล่งเลี้ยงตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อนหลายชนิด และเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญ ดังนั้นควรสนับสนุนการศึกษารายละเอียดของสิ่งมีชีวิตที่พบในแหล่งหญ้าทะเล
2. ดำเนินการศึกษาวิจัยในประเด็นที่สนับสนุนกับการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปลูกหญ้าทะเล และการเพาะพันธุ์ เป็นต้น
@ แนวทางการสร้างจิตสำนึกและความตระหนัก
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อแหลางหญ้าทะเลโดยตรง คือการทำการประมงในแหล่งหญ้าทะเลเนื่องจาก ชาวบ้านในพื้นที่ขาดความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของแหล่งหญ้าทะเล ดังนั้นควรมีการดำเนินการดังนี้
1. ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องหญ้าทะเล และความสำคัญของระบบนิเวศหญ้าทะเล แก่ประชาชนทั่วไป ชาวประมง และผู้ที่ได้ใช้ประโยชน์ชายฝั่งทะเลทุกระดับ รวมทั้งส่งเสริมให้ชาวประมงและชาวบ้านในท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และมีความหวงแหนทรัพยากรในแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่ของตนเอง
2. จัดให้มีการสัมมนาเกี่ยวกับการอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน
@ แนวทางการติดตามและตรวจสอบ
การติดตามตรวจสอบ เป็นมาตราการสำคัญที่ใช้ในการติดตามผลการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาใดๆ สำหรับการฟื้นฟูและการอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเลนั้น ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีความใกล้ชิดและมีส่วนร่วมในการทำลายแหล่งหญ้าทะเล นอกจากนี้ หน่วยงานส่วนกลางของรัฐ ควรดำเนินการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหญ้าทะเลมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากปัจจัยอื่นๆได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นควรอาศัยเทคโนโลยีที่สามารถแปรผลการติดตามตรวจสอบแหล่งหญ้าทะเลได้อย่างรวดเร็ว มาสนับสนุน เช่น ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เป็นต้น
นโยบายด้านการจัดการแหล่งหญ้าทะเล
ในด้านนโยบายและมาตราการ อาศัยแนวคิดการกำหนดแผนการจัดการแหล่งหญ้าทะเลของประเทศที่กำหนดไว้ใน" นโยบายและการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2540-2559 , นโยบาย มาตราการและแผนปฏิบัติการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลของประเทศ และ แผนปฏิบัติการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด " ของจังหวัดที่สำรวจพบแหล่งหญ้าทะเล
สามารถกำหนดเป็นนโยบายสำหรับการจัดการแหล่งหญ้าทะเลของประเทศไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการป้องกัน ควบคุมและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรชายฝั่ง และครอบคลุมนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม บริหารจัดการ ศึกษาวิจัยรณรงค์ประชาสัมพันธ์ กฏระเบียบ องค์กร และการติดตามตรวจสอบ ได้ดังนี้
1. เร่งรัดการจัดการเพื่อควบคุม และแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการพัฒนาที่มีผลกระทบต่อแหล่งหญ้าทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก้ปัญหามลพิษทางน้ำในพื้นที่ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบและทำความเสียหายต่อแหล่งหญ้าทะเล
2. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและการจัดการเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันมีความสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่งโดยเน้นเรื่องที่ดิน และการใช้ที่ดินบริเวณชายฝั่ง ทั้งบนบกและในน้ำ ทั้งของรัฐและเอกชน3. ส่งเสริมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาตลอดจนการอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล
4. ส่งเสริมการรณรงค์ และการประชาสัมพันธ์ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของแหล่งหญ้าทะเล รวมทั้งสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดความร่วมมือของประชาชนในการอนุรักษ์
5. ทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อนำมาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานและรูปแบบขององค์กรที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพและประสานงานให้ดียิ่งขึ้นในการจัดการ โดยให้ความสำคัญต่อบทบาทของส่วนท้องถิ่น และประชาชน
6. ดำเนินการติดตามตรวจสอบสถานภาพและปัญหาของแหล่งหญ้าทะเล โดยเน้นให้ภาครัฐ ทั้งส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว
เอกสารอ้างอิง
1.ส่วนอุทยานแห่งชาติทางทะเล,2538. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรม
ชาติ กรมป่าไม้ 50 หน้า.2.สุวลักษณ์ นาทีกาญจนลาภ ,2538. หญ้าทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 27 หน้า
3.เอ็นไวร์ คอนเซ็ป แผนการจัดการ และแผนปฏิบัติการจัดการหญ้าทะเลของประเทศ โครงการศึกษาเพื่อจัด
ทำแผนที่จำแนกแหล่งหญ้าทะเล
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com