www.talaythai.com
Last Update : Saturday 20 January, 2001 4:39 AM

หาดหิน แดนดินสรรพสิ่ง

ณรงค์ฤทธิ์ เลิศเกษตรวิทยา

 

 

          เห็นจากชื่อเรื่องแล้วอย่างเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าจะนำเรื่องห้างสรรพสินค้ามาพูดในที่นี้ หากแต่คำว่า "สรรพสิ่ง"ในที่นี้หมายถึง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่สามารถพบได้ตามหาดหิน ทั้งนี้เนื่องจาก " หิน" มีลักษณะที่แข็งอย่างที่เรารู้จักกันดีจึงเหมาะสำหรับพืชและสัตว์ที่จะใช้เป็นที่ยึดเกาะ และใช้เป็นที่กำบังคลื่นรวมถึงเป็นที่หลบช่อนศัตรูของมันได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นปัจจัยอื่น ๆ บริเวณหาดหินเช่น ความใสของน้ำทะเลก็เป็นที่ชื่นชอบของสิ่งมีชีวิตที่ต้องการแสง โดยเฉพาะปะการังและพืชในทะเล

ภาพที่ 1          หินบริเวณชายหาดพบได้ทั้งหินแกรนิตซึ่งเกิดจากภูเขาไฟ ดังภาพที่ 1 ซึ่งเป็นภาพการกำเนิดหาดหินที่หมู่เกาะฮาวาย นอกจากนั้นยังมีหินปูน หินทรายและหินฉนวน สภาพของหินโดยมากจะมีความลาดชันมาก จึงไม่แปลกใจเลยที่ไม่ค่อยได้เห็นสาว ๆ ใส่ชุดว่ายน้ำในบริเวณนี้ (เว้นแต่มาถ่ายปฏิทิน) สิ่งมีชีวิตที่พบโดยมากจะเป็นพวกที่เกาะติด (sessile) ยกเว้นหอยสองฝาบางชนิดที่สามารถฝังตัวลงในหินทรายได้

          บางท่านอาจเคยตั้งข้อสงสัยว่าภูเขาและเกาะบางเกาะมีถ้ำแล้วทำไมบางเกาะจึงไม่มีถ้ำ ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ภูเขาหรือเกาะเหล่านี้มีองค์ประกอบที่ต่างกัน กล่าวคือ ภูเขาหรือเกาะที่มีถ้ำนี้จะมีหินปูนเป็นองค์ประกอบ ส่วนภูเขาหรือเกาะที่ไม่มีถ้ำก็เนื่องจากองค์ประกอบเป็นพวกหินแกรนิต ซึ่งแข็งมาก ถ้าไม่เชื่อก็ลองเอาหัวเขกดู (ค่ารักษาพยาบาลตัวใครตัวมันนะ)

          ในส่วนของประเทศไทยมีเกาะ 513 เกาะ (พ.ศ.2533) ซึ่งแบ่งเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย 115 เกาะ ฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย 150 เกาะ และอยู่ทางฝั่งทะเลอันดามัน 248 เกาะ นี่ยังไม่รวมเกาะอกที่ Center point แถว ๆ สยามแสควร์นะเนี่ย ไม่อย่างนั้นคงนับไม่หวาดไม่ไหว

          หาดและเกาะในประเทศไทยทั้งหมดเคยเป็นส่วนหนึ่งของไหล่ทวีปซึ่งพูดให้เข้าใจได้ง่าย ๆ คือเคยเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินมาก่อนตั้งแต่สมัยเมื่อ 18,000 ปีก่อนนี้ และระดับน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับปัจจุบันและมีแนวโน้มว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ต้องตกอกตกใจไปจนย้ายข้าวย้ายของไปอยู่ประเทศธิเบตหรอกนะ เพราะว่ากว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นแต่ละเมตรนั้นใช้เวลานับหมื่น ๆ ปี ด้วยจำนวนเกาะที่มากมายและลักษณะของเกาะที่เป็นหินจึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นที่อยู่อาศัยและที่ยึดเกาะของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก บวกกับลักษณะทางภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมของประเทศไทยจึงทำให้ทะเลของประเทศไทยมีความหลากหลายไม่แพ้ชาติอื่น ๆ เลย

          และที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบทบาทหนึ่งของหาดหิน ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่จะอาศัยอยู่บริเวณนี้ได้ก็จะต้องฝ่าฟันสภาพต่าง ๆ ของธรรมชาติมากมายโดยการปรับตัว ทั้งทางร่างกายและพฤติกรรมเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่รอดมาได้ ดังจะกล่าวได้ ดังนี้

          อุณหภูมิ (Temperature) อุณหภูมิเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตในทะเลและโดยเฉพาะสัตว์ที่อยู่บริเวณชายหาด จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากกว่าสัตว์ที่อยู่ในทะเล ซึ่งพูดให้ลึกลงไปได้อีกคือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงมากเป็นเวลานาน จะทำให้ของเหลวในเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงคือจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเนื่องจากน้ำในเซลล์ระเหยออกไป และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่งจะทำให้ของเหลวในเซลล์เกิดการตกตะกอนทันที และทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นตายลงในที่สุด สภาวะที่สิ่งมีชีวิตต้องทนต่อความร้อนและการสูญเสียน้ำนี้เรียกว่า สภาวะผึ่งแห้ง (Dessication)

          ผลของอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้นอกจากจะทำให้ของเหลวในร่างกายตกตะกอนแล้วยังเป็นผลให้สัตว์ขาดอ๊อกซิเจนด้วย เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ต้องแลกเปลี่ยนแกสผ่านเนื้อเยื่อที่เปียกชุ่มเช่น เหงือก เมื่อไม่มีน้ำช่วยค้ำจุนซี่เหงือกจะทำให้เหงือกติดกัน และลดพื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยนแกสซึ่งจะทำให้ขาดอ๊อกซิเจนได้ในที่สุด ดังนั้นสัตว์ทะเลชายฝั่งจึงต้องมีการป้องกันตัวเองอย่างเช่น หอยมะระ (Rock shell) , หอยขี้นก (Periwinkle) , เพรียง (Barnacle) และหอยหมวกเจ็ก (Limpet) หอยพวกนี้มีเปลือกที่หนาเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและการระเหยของน้ำภายในร่างกาย ส่วนพวกที่มีเปลือกบางเช่น กุ้งดีดขัน (Common snapping shrimp) และปูหิน (Sping rock crab) จะหลบอยู่ตามใต้ก้อนหินหรือโพรงหิน

          ความเค็ม (Salinity) ความเค็มจะมีอิทธิพลมากกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณผิวหน้าน้ำและชายหาด เนื่องจากบริเวณนี้จะมีความเปลี่ยนแปลงของความเค็มค่อนข้างมาก อย่างเช่น เวลาน้ำลงหรือมีแสงแดดมากทำให้น้ำทะเลในแอ่งหิน (Tide pool) ซึ่งเป็นแอ่งน้ำเล็ก ๆ ระเหย ทำให้มีความเค็มมาก แต่ถ้าหากมีฝนตกก็จะทำให้ความเค็มลดลงทันทีซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสัตว์ที่อาศํยอยู่ในแอ่งหินนี้ และเนื่องจาก Tide pool นี้มีความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความเค็มมากกว่าปรกติจึงทำให้พืชและสัตว์ทั่วไปที่มีการกระจายอยู่ในเขตนี้ไม่สามารถอยู่ได้ นอกจากพวกที่มีความทนทานต่อสภาพดังกล่าวเช่น หอยขี้กา (Periwinkles) ,สาหร่ายไส้ไก่ (Enteromorpha) , สาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina) และดอกไม้ทะเล (Sea anemone) บางชนิด

          น้ำขึ้นน้ำลง (Tide) น้ำขึ้นน้ำลงเป็นผลจากอิทธิของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ซึ่งจะมีบทบาทกับสัตว์ชายฝั่งมากกว่าสัตว์ในทะเล เนื่องจากขณะที่น้ำลงสัตว์จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความเค็ม ทำให้สัตว์ทะเลที่อยู่ชายฝั่งเหล่านี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเช่น เพรียง (Barnacle) และหอยสองฝาจะปิดเปลือกสนิทเวลาที่น้ำลงเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำภายในร่างกาย ส่วนพวกหอยฝาเดียวจะขับเมือกออกมาซึ่งมีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์มบาง ๆ เคลือบลำตัวไว้เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำเช่นเดียวกัน

ภาพที่ 3          คลื่น (Wave) คลื่นมีบทบาทที่สำคัญมากกับสิ่งมีชีวิตบนหาดหิน เนื่องจากความแรงของคลื่นทำให้สัตว์ที่จะอยู่ในบริเวณนี้ได้ต้องมีการปรับตัวทั้งรูปร่างและพฤติกรรมโดยการยึดเกาะกับหินเพื่อไม่ให้ถูกคลื่นพัดพาออกไป ยกตัวอย่างเช่น สาหร่ายทะเล (Seaweed) จะมีส่วนที่ใช้ยึดเกาะกับหินอย่างแน่นหนา ส่วนที่คล้ายลำต้นและใบสามารถลู่ไปตามกระแสน้ำได้ หอยในกลุ่มหอยแมลงภู่จะมีหนวด (Byssus) ที่ช่วยในการยึดเกาะ นอกจากนั้นแรงกระแทกของคลื่นก็มีผลโดยตรงกับสิ่งมีชีวิตในบริเวณนี้ ทำให้ต้องมีการปรับตัวเพื่อลดแรงกระแทกของคลื่นเช่น เพรียงหินและหอยนางรมมีเปลือกที่หนา หอยบางชนิดจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อลดแรงกระแทกของคลื่น (ภาพที่ 2) ซึ่งนับว่าเป็นพฤติกรรมที่ชาญฉลาดมาก ส่วนสัตว์ชนิดอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกันนี้สังเกตุได้ว่าส่วนใหญ่มักมีด้านบนที่กลมมนหรือเป็นรูปกรวยเตี้ย ส่วนฐานที่ใช้ยึดเกาะพื้นจะมีความกว้างเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการยึดเกาะเช่น หอยแปดเกล็ดหรือลิ่นทะเล (Chiton) (ดังภาพที่ 3 )

          แสง (Light) แสงก็นับว่ามีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตมาก โดยเฉพาะพวกพืชและสาหร่ายรวมถึงแพลงก์ตอนพืชในทะเลเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง ส่วนความสำคัญของแสงต่อสัตว์ก็ไม่แพ้กัน เพราะแสงจะมีผลต่อการมองเห็น การหาอาหารและการหลบหลีกศัตรูตลอดจนการเคลื่อนที่ นอกจากนั้นสัตว์ยังกินพืชเป็นอาหารอีกด้วย แต่ถ้าแสงมากเกินไปก็จะเป็นอันตราย สัตว์จำเป็นต้องหาที่หลบซ่อนตัวหรือป้องกันตนเองโดยสร้างเปลือกคลุมลำตัวเช่น หอยสองฝาและเพรียง หรือสร้างเม็ดสีบนร่างกายบริเวณที่สัมผัสกับแสงเช่น หอยเป๋าฮื้อ (Abalone) (ดังภาพที่ 4) และลิ่นทะเล (Chiton) เป็นต้น

ภาพที่ 5          การแก่งแย่งที่อยู่อาศัย (Competition for Space) เนื่องจากสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณหาดหินส่วนมากจะเป็นพวกที่เกาะติดอยู่กับที่ (Sessile) สัตว์ทะเลจำพวกนี้มีส่วนล่างของร่างกายที่ใช้ในการยึดเกาะกว้างกว่าส่วนบนเช่น หอยหมวกเจ็ก (Limpet ) สัตว์ทะเลมีการสร้างตัวอ่อนครั้งละมาก ๆ เพื่อรักษาจำนวนประชากร ตัวอ่อนมักประสบปัญหาไม่มีพื้นที่ลงเกาะ ตัวอ่อนของเพรียงบางชนิดสามารถยืดระยะเวลาก่อนที่จะลงเกาะได้หากยังไม่สามารถหาวัตถุที่เหมาะสมในการยึดเกาะได้ แต่ถ้าสามารหาพื้นที่ลงเกาะได้แล้วก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดต่อไปในพื้นที่บริเวณนั้น ๆ สัตว์ตัวใดที่อ่อนแอก็จะตายลงไป ตัวที่แข็งแรงกว่าก็จะสามารถยึดครองพื้นที่และดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังตัวอย่างของหอยนางรม (ภาพที่ 5 ) แสดงให้เห็นถึงความหนาแน่นของหอยนางรมชนิด Mytilus califorianus ซึ่งมีความหนาแน่นไม่แพ้คนกรุงเทพฯเลย

          ผู้ล่า (Predaters) สัตว์ทะเลหลายชนิดจะเป็นอาหารให้กับสัตว์ชนิดอื่น และในขณะเดียวกันตัวของมันเองก็จะเป็นผู้ล่าสัตว์ชนิดอื่นเป็นอาหารด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นสายใยอาหารหรือห่วงโซ่อาหาร(Food chain) ดังนั้นสัตว์ที่ตกเป็นเหยื่อก็จะมีการปรับตัวให้รอดพ้นจากศัตรูเช่น การหลบตามใต้ก้อนหินหรือแอบอยู่ตามกอสาหร่าย ได้มีการรายงานว่าหอยที่อาศัยอยู่บนหาดหินที่มีศัตรูมากจะมีเปลือกที่หนากว่าหอยที่อยู่ในที่ที่มีศัตรูน้อยทั้ง ๆ ที่เป็นหอยชนิดเดียวกัน และในทางกลับกันสัตว์ที่เป็นผู้ล่าก็จะมีการพลางตัวเพื่อให้เหยื่อของมันเข้าใจผิดเช่น ปลาสิงโต (Scorpion fish) ปลาชนิดนี้จะซ่อนตัวอยู่ตามกอสาหร่ายทะเล และเมื่อเหยื่อเข้ามาใกล้มันก็จะฉวยโอกาสทำร้ายเหยื่อ (ภาพที่ 6 ) และนี่อาจจะเป็นวิวัฒนาการจนมาถึงพวกโรคจิตที่ชอบทำร้ายสาว ๆ จนเป็นข่าวกันทุกวัน ๆ

          สัตว์ในทะเลโดยทั่วไปจะอยู่อาศัยเป็น เขต ๆ ไป และสัตว์ที่อยู่อาศัยบริเวณหาดหินก็เช่นกันจะมีการแสดงเขตอาศัยที่ชัดเจน ซึ่งสามารถแบ่งอย่างกว้าง ๆ ได้ดังนี้

ภาพที่ 7          1.เขตเหนือระดับน้ำขึ้นปรกติ (Upper intertidal zone) บริเวณนี้น้ำทะเลจะท่วมไม่ถึง ยกเว้นในเวลาที่น้ำขึ้นสูงสุด(High spring tide)เท่านั้น สภาพแวดล้อมบริเวณนี้จะออกกึ่งบกกึ่งทะเล พวกที่อาศัยอยู่บริเวณนี้จะได้รับความชื้นจากน้ำที่กระเซ็นของคลื่นที่พัดเข้าฝั่งซึ่งสามารถเรียกเขตนี้ได้อีกชื่อหนึ่งว่า Splash zone สภาวะของบริเวณนี้จึงขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศ สิ่งมีชีวิตที่พบในบริเวณนี้มีไม่มากนัก พืชที่พบมากได้แก่ ไลเคน (Lichens) สกุล Verrucaria ซึ่งจัดเป็นพืชชั้นต่ำจะเห็นเป็นสีดำเกาะอยู่บนก้อนหิน สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green algae) สกุล Calothrix ซึ่งมีสีเขียวเข้มขนาดใหญ่ สาหน่ายชนิดนี้มีเมือกปกคลุม เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ด้วย นอกจากนี้ยังพบสาหร่ายสีเขียวสกุล Ulothrix มีลักษณะเป็นเส้นๆ (Filamentous form) ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี และสาหร่ายไส้ไก่คือสกุล Enteromorphaส่วนสาหร่ายชนิดอื่นที่พบคือ สาหร่ายสีน้ำตาลสกุล Peleutia และสาหร่ายสีแดง สกุล Porphyraหรือจีฉ่ายและ Bangia พืชที่พบบริเวณนี้อาจขึ้นปะปนกับสัตว์อื่นๆ ซึ่งสามารถพบเห็นได้เป็นผืนขนาดใหญ่ (ภาพที่ 7 )

          นอกจากหอยที่พบบริเวณนี้โดยมากได้แก่พวกหอยขี้นกหรือหอยขมทะเล (Periwinkles)สกุล Littorina และเนื่องจากพบหอยชนิดนี้เป็นจำนวนมากในเขตนี้เราจึงเรียกเขตนี้ได้อีกชื่อหนึ่งว่า Littorina zone หอยชนิดนี้จะใช้แรดูลา (Radula) ซึ่งเป็นเนื้อหนามแข็งๆ ลักษณะคล้ายฟันขูดกินสาหร่ายที่เกาะตามโขดหินเป็นอาหาร ช่างต่างกับนักการเมืองไทยเหลือเกินกินได้ทั้งอิฐ หิน ปูน ทราย นอกจากนั้นหอยชนิดนี้ยังมีความสามารถพิเศษโดยหายใจเอาออกซิเจนในอากาศไปใช้เหมือนกับหอยบก และยังสามารถทนต่อสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงได้ดีทำให้พวกมันสามารถอยู่ได้โดยปราศจากน้ำเป็นเดือน ๆ นอกจากหอยขมทะเลแล้วยังพบหอยหมวกเจ็กหรือหอยฝาชี (Limpets) ทั้งสามสกุลคือ Colisella, Acmaea และ Lottia (ดังภาพที่ 8)

          สัตว์ชนิดอื่นที่พบได้บ่อยคือ แมลงสาบทะเลสกุล Ligia (ภาพที่ 9) แมลงสาบทะเลสามารถหายใจโดยใช้ออกซิเจนจากอากาศได้ กินซากพืชและซากสัตว์เป็นอาหาร ปกติจะพบได้บนโขดหินและบางครั้งอยู่ร่วมกับสัตว์ชนิดอื่นเช่นอยู่ระหว่างหนามของหอยแม่น

ภาพที่ 11          นอกจากและแมลงสาบทะเลแล้ว ในบริเวณนี้ยังอาจพบปูบางชนิดเช่น ปูแสมหิน (ภาพที่ 10) ซึ่งจะอาศัยอยู่ตามซอกหิน กินสาหร่ายทะเล หอยขม หอยหมวกเจ็กและซากพืชซากสัตว์เป็นอาหาร และภาพที่ 11 ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวหรือ UFO หากแต่มันคือปูชายหาดแห่งหมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos shore crab) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Grapsus grapsus ที่เห็นในภาพนี้มันกำลังลอกคราบอยู่ นอกจากสัตว์ที่กล่าวมาแล้วยังอาจพบสัตว์จำพวกนกหรือหนูหรือสัตว์อื่นๆ ที่เข้ามากินหอยเป็นอาหารอีกด้วย

          2. เขตน้ำขึ้น น้ำลง (Intertidal zone) เป็นบริเวณที่มีขอบเขตกว้างที่สุด มีน้ำขึ้น น้ำลงเปลี่ยนแปลงในรอบวัน มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มากกว่าเขตแรก สิ่งมีชีวิตที่พบจะมีชนิดที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของน้ำขึ้น น้ำลงว่าเป็นแบบใด เช่น น้ำเดี่ยว ( 1 วันมีน้ำขึ้น น้ำลง 1 ครั้ง) น้ำคู่ ( 1วันมีน้ำขึ้นน้ำลง 2 ครั้ง ) หรือน้ำผสม ( บางวัน 1 ครั้ง บางวัน 2 ครั้ง เช่น อ่าวไทย ) เพราะจำนวนครั้งของน้ำขึ้นน้ำลงจะมีผลต่อการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตนั้นเอง พืชที่พบได้บ่อยในเขตนี้ได้แก่ สาหร่ายไส้ไก่ (Enteromorpha) ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียว นอกจากนั้นยังพบสาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีน้ำตาลพวกFucus และ Pelvetia ซึ่งสาหร่ายสีน้ำตาลนี้จะเป็นแหล่งอาหารแหล่งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตที่อาศํยอยู่ในบริเวณนี้ สาหร่ายทะเล (Seaweeds)ทั้งหมดนอกจากจะใช้เป็นอาหารแก่สัตว์โดยตรงแล้วยังใช้เป็นที่อาศัยเพื่อหลบแสง คลื่นและศัตรู และในขณะที่น้ำลงกอสาหร่ายจะให้ความชุ่มชื้นแก่สัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วย

          สัตว์ที่พบในเขตน้ำขึ้นน้ำลงทางตอนบนได้แก่ เพรียงหิน (Acorn barnacle) สกุล Chthamalus ซึ่งมีขนาดเล็กสีเทาอาศัยเป็นแนวยาว ทนต่อสภาวะแห้งแล้งได้ดีกว่าเพรียงหินสกุลอื่น ในเขตถัดมาตอนล่างจะพบเพรียงหินสกุล Balanus และ Semibalanus ในเขตนี้นอกจากเพรียงแล้วยังพบหอยฝาเดียว (Dog whelk) ซึ่งจะกินเพรียงเป็นอาหารโดยใช้ฟัน (Radula) เจาะเปลือกเพรียงหรือปล่อยสารในร่างกายออกมาทำให้เปลือกเพรียงนิ่ม จากนั้นมันก็จะกินเนี้อภายในเปลือก ดาวทะเลก็เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่เป็นศัตรูของเพรียงคือ

          สัตว์ที่อาศัยอยู่ถัดลงมาจากเขตเพรียงได้แก่หอยแมลงภู่สกุล Mytilus และเพรียงคอห่าน (Goose-neck barnacle) สกุล Pollicipes (ภาพที่ 12) เพรียงชนิดนี้จะมีก้าน (Stalk) ยาว ซึ่งจะยาวแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดและความหนาแน่นของประชากร มีเปลือกซึ่งเป็นแผ่นหินปูน (Calcareous plate) ขณะน้ำขึ้นจะโผล่ส่วนเท้าออกมาหาอาหารและจะปิดเปลือกเวลาน้ำลง เพื่อป้องกันความร้อนและรักษาความชื้นในร่างกาย เพรียงจะเป็นสัตว์ที่มีเพศรวม (Hermonophrodihe) หรือพูดให้ฟังง่ายๆ คือมีทั้งสองเพศในตัวเดียวกัน

          นอกจากนั้นยังอาจพบดอกไม้ทะเล (Sea anemone) (ภาพที่ 13) ,หอยหมวกเจ็ก (Limpets) ,หอยขมทะเล (Periwinkles) , หอยมะระ (Rock shell) และลิ่นทะเล (Chiton) ซึ่งเป็นสัตว์ที่เฉื่อยชามีเท้าที่กว้างมาก ด้านหลังมีแผ่นหินปูนที่โค้งนูน (Girdle) เรียงกัน 8 แผ่น จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า " หอยแปดเกล็ด" (ภาพที่ 14) เท้าของมันเกาะติดกับหินได้แน่นมาก กินแพลงก์ตอนพืชและซากสาหร่ายบนก้อนหินเป็นอาหาร เป็นสัตว์ที่หากินตอนกลางคืน (Nocturnal)

          บริเวณใต้ก้อนหินก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เราจะพบสัตว์ที่อยู่ในเขตน้ำขึ้น น้ำลงนี้ สัตว์ที่พบบ่อยได้แก่ กุ้งดีดขัน (Common snapping shrimp) กุ้งชนิดนี้มีก้ามหนีบด้านขวาใหญ่กว่าด้านซ้าย เมื่อนำกุ้งนี้ใส่ขันแล้วใช้ขนไก่หรือไม้เล็กๆแหย่ที่บริเวณก้ามหนีบ กุ้งจะใช้ก้ามหนีบขบกันทำให้เกิดเสียงดัง ชาวบ้านจึงเรียกว่า "กุ้งดีดขัน" (ภาพที่ 15) นอกจากนั้นยังอาจพบปูใบ้ ปูหิน และ ปูแสมหิน

          ที่อยู่ของสัตว์แต่ละชนิดในเขตน้ำขึ้น น้ำลง ก็มีลักษณะที่ต่างออกไป ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น การแก่งแย่งที่อยู่อาศัย อาหารและปัจจัยทั้งหลายที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต จึงทำให้เราสามารถจำแนกสิ่งมีชีวิตในเขตนี้เป็นกลุ่มย่อยลงไปอีกคือพวกที่อาศัยอยู่ตามซอกหิน (Crevice fauna)

ภาพที่ 16          บริเวณซอกหินหรือรอยแยกของก้อนหินในเขตน้ำขึ้น น้ำลงมักจะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ดังจะเห็นได้ชัดเช่น ในพวกหอยขมทะเล (ภาพที่ 16) ซึ่งมีขนาดเล็กอาจถูกคลื่นพัดพาได้ จึงมักรวมตัวกันอยู่ในบริเวณนี้ ทั้งนี้เนื่องจากภายในซอกหินจะช่วยลดแรงไหลเวียนน้ำและรักษาความชื้น (Humidity) อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณแสงสว่างให้น้อยลงด้วย

          สัตว์ที่อยู่ในซอกหินในเขตหนาวหรือเขตอบอุ่น พบว่าที่ช่องเปิดสู่ภายนอกของซอกหินจะมีเพรียง หอยฝาชี และหอยฝาเดี่ยวจำพวกหอยขมทะเล เมื่อเข้าไปด้านในที่ยังพอมีแสงสว่างจะพบสาหร่ายขึ้นอยู่และพบพวกที่กินอาหารโดยการกรองน้ำ เช่น ไส้เดือนทะเลและหอยฝาเดียวที่กินสาหร่ายเป็นอาหาร ส่วนด้านในสุดซึ่งมีดินตะกอนสะสมอยู่ก็จะพบสัตว์ที่ชอบฝังตัว (Burrowing wor ms) เช่นไส้เดือนทะเลและครัสเตเชียน

          ในบริเวณร่องหินมีสารอินทรีย์สะสมอยู่น้อยจึงพบสัตว์ที่กินสารอินทรีย์น้อย แต่จะพบพวกที่กินอาหารโดยการกรองและพวกที่กินพืชแทน

          ลักษณะพิเศษของหาดหินในเขตน้ำขึ้น น้ำลง นอกจากจะมีซอกหินหรือร่องหินซึ่งจะเป็นระบบนิเวศย่อยๆ ได้แห่งหนึ่งแล้ว ยังมีอีกแห่งหนึ่งที่เป็นที่น่าสนใจและเป็นที่ศึกษากันเป็นอย่างมากในหมู่นักชีววิทยาทางทะเลนั่นคือ แอ่งหิน (Tide pool)

ภาพที่ 18          แอ่งหิน (Tide pool) เป็นแอ่งที่มีน้ำขังอยู่เวลาน้ำลง ปัจจัยทางกายภาพจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง เช่นอุณหภูมิ ความเค็ม และปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ จึงจะเห็นว่าสัตว์ที่อยู่ในแอ่งหินนี้จะประสบกับปัญหาการสูญเสียน้ำ อุณหภูมิและความเค็มที่สูง แต่หากมีฝนตกลงมาก็จะทำให้ความเค็มลดลงทันทีซึ่งอาจส่งผลถึงชีวิตของสัตว์ที่อยู่ในแอ่งหินนี้ได้ นอกจากนั้นของเสียที่สัตว์ปล่อยออกมาเช่น แอมโมเนีย ก็จะสะสมอยู่ในแอ่งนี้ แต่เมื่อน้ำทะเลขึ้นสูงท่วมถึงแอ่งนี้ สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็จะถูกปรับเข้าสู่ภาวะปกติ สัตว์ที่พบในแอ่งหินเช่น ปลิงทะเล (Sea cucumber) (ภาพที่ 17)เป็นการรักษาความชื้นของร่างกายโดยแช่ตัวอยู่ในแอ่งหิน และลิ่นทะเลกับหอยฝาเดียว (ภาพที่ 18)

          นอกจากนั้นในแอ่งหินนี้ยังจัดเป็นระบบนิเวศย่อยๆ ได้ดังตัวอย่างเช่น แอ่งหินบริเวณชายฝั่ง นิวอิงแลนด์ มีสาหร่ายสีเขียวสกุล Enteromorpha หรือสาหร่ายไส้ไก่และสาหร่ายสีแดงชนิด Chondrus crispus หอยขี้นกชนิด Littorina littorea และปูชนิด Carcinus maenus ระยะแรกมีสาหร่ายสีเขียว ขึ้นเต็มแอ่งหินและมีสาหร่ายสีแดงเพียงเล็กน้อย

ภาพที่ 19          หอยขี้นกจะกินสาหร่ายสีเขียวเป็นอาหาร เมื่อสาหร่ายสีเขียวหมดหอยขี้นกก็ไม่มีอาหารกินประกอบกับปูได้กินตัวอ่อนของหอยเป็นอาหารจึงทำให้ประชากรหอยลดลง สำหรับปูซึ่งใช้สาหร่ายสีเขียวเป็นที่หลบภัยจากนก หลังจากที่หอยและสาหร่ายสีเขียวลดลง ปูก็จะถูกนกนางนวลจับกินเป็นอาหารทำให้ประชากรปูลดลง และเมื่อสภาพของแอ่งหินมีความเหมาะสมสาหร่ายสีเขียวก็จะกลับมาเจริญงอกงามใหม่อีก ประชากรในแอ่งหินก็จะหมุนเวียนกันเป็นวัฏจักรเช่นนี้ตลอดไป (ภาพที่ 19)

          3. เขตต่ำกว่าระดับน้ำลงปกติ (Lower intertidal zone) บริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่มีน้ำท่วมอยู่ตลอดเวลา อาจจะโผล่พ้นน้ำบ้างนานๆ ครั้งและเป็นเวลาสั้นๆ บริเวณนี้จะไม่พบหอยแมลงภู่และเพรียง

          พืชที่พบบริเวณนี้โดยมากเป็นพวกสาหร่ายสีแดง สีเขียว สีน้ำตาล และหญ้าทะเลบางชนิดซึ่งสัตว์ทะเลขนาดเล็กใช้เป็นที่หลบภัยจากศัตรู

ภาพที่ 24          สัตว์ทะเลที่พบได้แก่ หนอนตัวแบนในอันดับ Polyclad (ภาพที่ 20) สัตว์ชนิดนี้มีสีสันสวยงาม ลำตัวมีขนเล็กๆ ปกคลุมเพื่อใช้สำหรับคลานบนก้อนหิน กินอาหารทั้งพวกที่มีชีวิตและซากที่ตายแล้วโดยยืดปากออกคลุมและหุ้มเยื่อไว้ภายในแล้วจึงปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อย บางครั้งพบว่ามันสามารถกินหนอนปล้องซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวมันถึง 4 เท่า และยังพบฟองน้ำ (Sponges) (ภาพที่21) ซึ่งเคลือบอยู่บนพื้นหิน ลิ่นทะเล (Chitons) กระต่ายทะเล (Sea hares) (ภาพที่ 22) หอยหมวกเจ็ก (Limpets ) หอยโขงทะเล หรือหอยเป๋าฮือ สกุล Haliotis และเม่นทะเล (Sea urchin) (ภาพที่ 23) นอกจากนั้นยังอาจพบทากทะเล (Sea slug) ดาวทะเล (Sea star) หอยฝาเดียว (Snails) ปู (Crab)และกุ้งมังกร (Lobster) กุ้งมังกรจัดเป็นปูชนิดหนึ่งแต่มีลักษณะคล้ายกุ้ง ไม่มีระยางค์ที่ส่วนท้องทำให้มันไม่สามารถว่ายน้ำได้เป็นสัตว์ที่หากินตอนกลางคืน (Nocturnal) ตอนกลางวันจะหลบซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินหรือปะการัง ดังนั้นเวลาที่เราไปดำน้ำตอนกลางวันจึงไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนัก กุ้งมังกรกินซากซากสัตว์เป็นอาหาร และบางครั้งก็จับเหยื่อที่มีชีวิตเป็นอาหารได้เช่นกัน (ภาพที่ 24)

ภาพที่ 25          การแบ่งเขตที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบริเวณหาดหินได้มีผู้ทำการศึกษากันมากซึ่งอาจแบ่งโดยใช้สิ่งมีชีวิตที่พบเป็นส่วนใหญ่ในแต่ละเขตเป็นตัวแบ่งเขต (ภาพที่ 25) จากภาพเป็นการเปรียบเทียบการแบ่งเขตบริเวณหาดหินของมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติกโดยใช้สิ่งมีชีวิตหลักที่พบได้บ่อยๆ หรือมีจำนวนมากเป็นตัวแบ่งเขต

          อย่างไรก็ตามระบบนิเวศทุกแห่งย่อมมีจุดสมดุลของมัน แต่ปัจจุบันกิจกรรมต่างๆ ของ มนุษย์กำลังทำลายระบบนิเวศของธรรมชาติ โดยเฉพาะระบบนิเวศในทะเลนับวันจะยิ่งเลวร้ายลง ทั้งจากน้ำทิ้งจากชุมชน อุตสาหกรรม การเกษตรกรรม การท่องเที่ยว และรีสอร์ท จากการดำน้ำที่ขาดการรับผิดชอบ การพัฒนาชายฝั่ง การประมงที่เน้นชนิดสัตว์น้ำชนิดใดชนิดหนึ่ง รวมถึงการค้าขายซากสัตว์น้ำ สิ่งเหล่านี้กำลังจะทำให้สมดุลแห่งธรรมชาติหมดไป ตอนนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราทุกคน ทุกฝ่าย ทั้งระดับประชาชนคนทั่วไปจนถึงระดับผู้บริหารประเทศที่จะเพิ่มความใส่ใจดูแลตรงจุดนี้ ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะไม่เหลืออะไรไว้ให้ลูกหลานได้ดูและศึกษา รวมถึงแหล่งผลิตอาหารของโลกแห่งนี้จะหมดไป

 

เอกสารอ้างอิง

สมถวิล จริตควร . 2540. ชีววิทยาทางทะเล. ภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย บูรพา. 199 หน้า.

สุนันท์ ภัทรจินดา . 2538 . ประวัติทางธรรมชาติของสัตว์ทะเล. เอกสารประกอบการสอน ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ . 161 หน้า.

Castro, P. and Huber, M..E. 1997. Marine biology. The McGraw-Hill Companies, Inc. U.S.A. 450 pp.

David, H. M. 1995. Marine life and the sea. Wadsworth Publishing Company. U.S.A. 459pp.

Little, C. and Kitching, J.A. 1996. The biology of rocky shores. Oxford University Press. U.S.A. 240 pp.

 

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com

HitBox