www.talaythai.com
Last Update : Saturday 20 January, 2001 4:18 AM

ปัจจัยสภาพแวดล้อมของแนวปะการัง

น.ส. กังสดาน เหมกรณ์
42690669

 

 

Glossary (อภิธานศัพท์)

          Coral Bleaching : ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว เป็นปรากฏการณ์ที่ปะการังจะขับ Zooxanthellae (ซู-แซน-ทา-ลี่) ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในเนื้อเยื่อปะการังออกไป ซึ่งสาหร่ายนี้จะช่วยให้ปะการังมีความสามารถในการสร้างโครงสร้างหินปูนได้เร็วขึ้น และเป็นผู้ช่วยสร้างอาหารให้แก่ตัวปะการังด้วยโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง เมื่อปะการังได้ขับสาหร่ายนี้ออกไปแล้ว ปะการังจะมีสีซีดจางลง

          Breaking Wave : คลื่นหัวแตก เป็นคลื่นชนิดหนึ่งเกิดจากคลื่นใหญ่ที่วิ่งจากน้ำลึกเข้าหาฝั่ง เมื่อเข้ามาถึงที่ตื้นในเขตคลื่นหัวแตก (breaker zone) ท้องคลื่นจะกระทบพื้นดินหรือสิ่งกีดขวางต่างๆ ที่อยู่ใต้น้ำ ทำให้ช่วงท้องคลื่นสั้นเข้าและความเร็วลดลง แต่ช่วงยอดคลื่นยังมีความเร็วมากกว่า จึงยกตัวสูงขึ้นและถลำไปข้างหน้า ทำให้ช่วงคลื่นเสียระเบียบไม่คงรูปเดิม ยอดคลื่นจึงฟาดตัวลงและแตกเป็นฟอง

          Colony : กลุ่มของโปรติสต์หรือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อยู่รวมกัน เช่น กลุ่มแบคทีเรีย กลุ่มเชื้อรา เป็นต้น


ความสวยงามของแนวปะการังตามธรรมชาติ

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายของแนวปะการัง

          แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต มีความสัมพันธ์ทางนิเวศวิทยาอย่างซับซ้อนและเข้าใจได้ยาก นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองแล้ว ในแนวปะการังยังมีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยสภาพแวดล้อมอีกด้วย เราสามารถสรุปปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายของแนวปะการังได้ดังนี้

1. ปัจจัยทางกายภาพ

ปัจจัยทางกายภาพที่มีผลต่อการแพร่กระจายของแนวปะการัง ได้แก่

          1.1 อุณหภูมิ (Temperature)

          ปะการังสามารถอยู่ได้ในน้ำที่มีอุณหภูมิระหว่าง 18-30 องศาเซลเซียส โดยมีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุด คือ 26-28 องศาเซลเซียส ทำให้การแพร่กระจายของแนวปะการังอยู่ในช่วงละติจูดที่จำกัด คือ ระหว่าง 30°N-30°S  ด้วยเหตุนี้แนวปะการังจึงพบเฉพาะในเขตร้อนเท่านั้น เราจะไม่พบแนวปะการังในเขตอบอุ่นและเขตหนาว การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วจะส่งผลกระทบต่อปะการัง เช่น ทำให้ปะการังมีสีซีดลง (bleaching)  การยับยั้งการสืบพันธุ์ของปะการัง หรือในกรณีรุนแรงปะการังอาจตายได้

          สิ่งสำคัญที่ควรตระหนัก คือ ปะการังส่วนมากเจริญเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิอยู่ในช่วงใกล้กับอุณหภูมิสูงสุดที่ปะการังจะมีชีวิตอยู่ได้  ดังนั้นหากในอนาคต อุณหภูมิในเขตร้อนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็จะเกิดผลกระทบอย่างมากต่อการแพร่กระจายของปะการัง

          ผลจากการที่อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นได้ทำให้ปะการังตามแนวชายฝั่งด้านตะวันตกของปานามาตายลงเป็นจำนวนมาก การเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) โดยปะการังจะขับ Zooxanthellae (ซู-แซน-ทา-ลี่) ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในเนื้อเยื่อปะการังออกไปนั้น อาจเกี่ยวข้องกับการที่น้ำมีอุณหภูมิสูงสุดสูงกว่าปกติเมื่อหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นได้

          1.2 ความเค็ม (Salinity)

          ปะการังจะเจริญเติบโตได้ในน้ำทะเลที่มีความเค็มระหว่าง 3.0-3.6% หรือ 30-36 ส่วนต่อพันล้านส่วน (part per thousand, ppt) เราจะไม่พบปะการังในบริเวณที่มีความเค็มต่ำ เช่น ปากแม่น้ำ ซึ่งนอกจากจะมีความเค็มต่ำแล้วยังมีความขุ่นสูงเนื่องจากตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาอีกด้วย ส่วนในบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายหาด บางครั้งหากมีแดดจัด น้ำทะเลจะเกิดการระเหยอย่างรวดเร็วทำให้ความเค็มของน้ำอาจสูงเกินไปจนปะการังไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เช่นกัน

          1.3 แสง (Light)

          ถึงแม้ปะการังจะเป็นสัตว์แต่ก็มีสาหร่ายเซลล์เดียวชื่อ Zooxanthellae อาศัยอยู่ สาหร่ายดังกล่าวจะสังเคราะห์แสงโดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปะการังหายใจออกมา และสาหร่ายจะให้ออกซิเจนและคาร์โบไฮเดรตแก่ปะการัง สาหร่ายเหล่านี้ต้องการแสงเพื่อการสังเคราะห์แสง ดังนั้นบริเวณที่ได้รับแสงน้อยอันเนื่องมาจากน้ำขุ่นหรืออยู่ในที่ลึก ปะการังจะไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ โดยทั่วไปเราสามารถพบปะการังอยู่ในระดับลึกถึง 50 เมตร แต่ในประเทศไทยมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถพบปะการังได้ในที่ลึกขนาดนั้น เช่น หมู่เกาะสิมิลัน เป็นต้น

          ความเข้มแสงจะเป็นตัวควบคุมระดับความลึกสูงสุดที่ปะการังจะอยู่ได้ ความเข้มแสงมีความสัมพันธ์กับความลึก ในน้ำทะเลที่ใสความเข้มแสงจะลดลงแบบ exponential เมื่อความลึกเพิ่มขึ้น และ spectrum ของแสงจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเป็นสีน้ำเงินในที่สุด ด้วยเหตุนี้การสังเคราะห์แสง (photosynthesis) และการสร้างแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3 production) จึงลดลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของ

          ปะการัง  ในที่ลึกซึ่งมีความเข้มแสงน้อยจะทำให้ Polymorphic Coral ซึ่งเป็นปะการังชนิดที่มีสาหร่ายอาศัยอยู่ด้วยเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากลักษณะสูงคล้ายเนิน (mound) เมื่ออยู่ในน้ำตื้น มาเป็นลักษณะแผ่น (plate) เมื่ออยู่ในน้ำลึกเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรับและรวบรวมแสงได้ดีขึ้น เนื่องจากสาหร่าย Zooxanthellae จะอยู่ในเนื้อเยื่อปะการังบริเวณพื้นผิวซึ่งเป็นที่ได้รับความเข้มแสงมากที่สุด ผลของความเข้มแสงและความลึกที่มีต่อการเจิรญเติบโตของปะการังดังตัวอย่างเช่น ปะการังชนิด Montastrea annularis ในทะเล Caribbean มีอัตราการเจริญเติบโตลดลงจากประมาณ 1 cm/ปี ในบริเวณน้ำตื้น (0-10 m) ไปเป็น 1 mm/ปี หรือน้อยกว่าในบริเวณน้ำลึก (มากกว่า 12-15 m) การที่ปะการังมีอัตราการเจริญเติบโตลดลงนี้เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากลัษณะที่เป็นหัว (head) ไปเป็นลักษณะแผ่น (plate)

          เขตของแนวปะการัง (Reef Zonation) จะถูกกำหนดโดยความสามารถของปะการังชนิดต่างๆในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทั้งในสภาพที่มีความเข้มแสงสูงมากหรือต่ำมาก

          1.4 คลื่นและกระแสน้ำ (Wave and Current)

          ปัจจัยดังกล่าวค่อนข้างซับซ้อน และเข้าใจได้ยาก ปะการังต้องการพื้นที่ซึ่งมีน้ำไหลเวียนได้ดี แต่หากมีคลื่นรุนแรงปะการังส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ไม่ได้ คลื่นและกระแสน้ำยังมีผลต่อปัจจัยอื่นๆ ด้วย อาทิเช่น คลื่นทำให้ตะกอนทรายฟุ้งขึ้นมา

          คลื่นหัวแตก (Breaking Wave) จะก่อให้เกิดกระแสน้ำซึ่งจะพัดพานำแร่ธาตุต่างๆ และของเสียผ่านมายังแนวปะการัง พลังงานจากคลื่นที่ซัดแรงจะเป็นตัวควบคุมลักษณะยอดของปะการังน้ำตื้นและการแพร่กระจายของปะการัง นอกจากนี้พายุ คลื่นลม จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดรูปร่าง/ลักษณะของปะการังด้วย

          1.5 ตะกอน (Sediment)

          เนื่องจากแสงจะผ่านน้ำที่ขุ่นได้น้อย ทำให้บริเวณน้ำขุ่นมักพบปะการังอยู่เฉพาะในที่ตื้นหรือไม่พบอยู่เลย นอกจากนั้นถ้ามีตะกอนมาและเกิดการตกตะกอนทับถมปะการังมากเกินไป อาจทำให้ปะการังอ่อนแอลงหรือตายได้

ผลกระทบของตะกอนที่มีต่อปะการังแบ่งเป็น 4 รูปแบบคือ

          1) ตะกอนจะไปขัดขวางการหายใจของปะการังทำให้หายใจไม่ได้ (Smothering)  ผลกระทบจากตะกอนในประเด็นนี้เป็นรูปแบบที่เห็นภาพได้ง่ายที่สุด การเกิดพายุหรือการขุดลอกในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับแนวปะการัง จะทำให้ตะกอนแขวนลอย (Suspended Sediment) เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีความไวต่อตะกอน

          2) ตะกอนจะไปขูด ขัดถูปะการัง ทำให้ปะการังเกิดรอยสึกและถลอก (Abrasion)  โดยในระหว่างที่เกิดพายุ ทำให้คลื่นลมและกระแสน้ำรุนแรงพัดพาตะกอนให้ฟุ้งกระจาย ซึ่งตะกอนที่ฟุ้งกระจายนี้จะไปขูด ขัดถูกับปะการังทำให้เนื้อเยื่อปะการังถูกทำลาย นอกจากนี้การขัดถูของตะกอนจะเป็นตัวจำกัดชนิดของปะการังที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในบริเวณส่วนยอดของแนวปะการังน้ำตื้น (Shallow reef crest) ถึงแม้ว่าปะการังลักษณะแบบหัวจะสามารถทนทานต่อการรบกวนด้านกายภาพจากการกระทำของคลื่นได้มากกว่า แต่จากการที่มันมีอัตราการเจริญเติบโตช้า ดังนั้นการขัดถูของตะกอนซึ่งเกิดจากคลื่นนั้นจะก่อให้เกิดการเสียหายอย่างรุนแรง หรืออาจทำลายกลุ่มปะการังในวัยเด็ก (Young colony) ก่อนที่มันจะเจริญเติบโตจนอยู่เหนือระดับที่มีการเคลื่อนย้ายพัดพาของตะกอนบ่อยๆ ในทางตรงกันข้ามการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของปะการังที่เป็นกิ่งก้าน (Branching coral) จะช่วยยกระดับตัวมันให้อยู่เหนือสภาวะการถูก รบกวนจากตะกอนอย่างรวดเร็ว


ปะการังก้อน

          3) ตะกอนจะบดบังการส่องผ่านของแสงลงสู่น้ำ (Shading)  ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบที่สำคัญที่สุด การลดลงของแสงที่จะผ่านลงไปในน้ำอันเป็นผลเนื่องจากตะกอนที่แขวนลอยอยู่ในมวลน้ำจะพลดการเจริญเติบโตของปะการัง และส่งผลกระทบต่อรูปแบบของเขตปะการัง (Zonation Patterns) และนำไปสู่การตายหมู่ของปะการังถ้าหากเกิดขึ้นเป็นเวลานาน

          4) ตะกอนจะขัดขวางการขยายพันธุ์ของปะการัง (Inhibition of Recruitment)  โดยการตกตะกอนที่มากเกินไปจะขัดขวางการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง (Coral Larvae)

ปะการังกึ่งก้อน

ปะการังเคลือบ

ปะการังกิ่งก้าน

ปะการังกลีบซ้อน

ปะการังแผ่น

ปะการังเห็ด

          จากการเปรียบเทียบชนิดและการแพร่กระจายของปะการังบริเวณน้ำใสกับบริเวณที่น้ำขุ่นกว่าที่บริเวณ Fanning Lagoon  พบว่า บริเวณน้ำใสมีปะการังที่มีชีวิตอยู่ถึงร้อยละ 62 ของปะการังทั้งหมด  ร้อยละ 10 ของปะการังที่มีชีวิตเป็นปะการังชนิดที่เป็นกิ่งก้าน  ส่วนในบริเวณที่น้ำขุ่นกว่ามีปะการังที่มีชีวิตอยู่เพียงร้อยละ 31 ของปะการังทั้งหมด และร้อยละ 25 จะเป็นปะการังชนิดที่เป็นกิ่ง  การแพร่กระจายตามความลึกในบริเวณน้ำใสค่อนข้างคงที่จนถึงระดับความลึกประมาณ 15 เมตร ส่วนในบริเวณน้ำขุ่นที่ระดับความลึก 6-7 เมตร จะเหลือปะการังอยู่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของปะการังทั้งหมด  ปะการังที่มีลักษณะเป็นแผ่นเท่านั้นที่จะถูกตะกอนคลุมและตายไป ส่วนพวกที่มีลักษณะเป็นกิ่งก้านจะทนต่อตะกอนได้มากกว่า

          อีกปัจจัยหนึ่งที่ควรศึกษาควบคู่ไปกับปริมาณตะกอนแขวนลอย คือ อัตราการตกตะกอน  ซึ่งจะทำให้ปะการังถูกตะกอนทับถม เนื้อเยื่อขาดออกซิเจนและตายในที่สุด บริเวณแนวปะการังที่ Puerto Rico ทางฝั่งตะวันออกซึ่งน้ำใส มีอัตราการตกตะกอนในแนวปะการังเท่ากับ 3.0 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร/วัน จะมีการกระจายและเปอร์เซนต์ของปะการังมีชีวิตสูงกว่าแนวปะการังทางด้านตะวันตก ซึ่งน้ำขุ่นกว่าและมีอัตราการตกตะกอนเท่ากับ 15 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร/วัน

          ตะกอนที่ตกลงสะสมบนพื้นท้องทะเล เมื่อมีคลื่นลมก็จะกลับมาแขวนลอยได้อีก (Resuspension)  ปะการัง Montastria annularis  ซึ่งอยู่ในบริเวณที่มีอัตราการแขวนลอยของตะกอนจากพื้นสูง จะมีอัตราการเจริญเติบโตลดลง

ความสามารถของปะการังในการขจัดตะกอนที่คลุมอยู่บนตัว

          ปะการังโดยทั่วไปมีความสามารถที่จะทนอยู่ได้ในน้ำซึ่งมีตะกอนอยู่ไม่มากเกินไปนัก เนื่องจากปะการังสามารถขจัดตะกอนที่ตกลงบนตัวได้โดยวิธีการดังนี้ คือ ใช้หนวด (tentacles) เขี่ยตะกอนที่ตกลงบนตัว และโดยการขับเมือกออกมาคลุมบริเวณผิว

          โดยรอบ ตะกอนที่ตกลงบนแผ่นเมือกนี้จะถูกกระแสน้ำพัดพาไปทั้งเมือกและตะกอน ความสามารถในการขจัดตะกอนของปะการังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ คือ

          1) ขนาดของโพลิบ (Polyp) ปะการังที่มีโพลิบขนาดใหญ่จะขจัดตะกอนที่คลุมบนตัวได้ดีกว่าปะการังที่มีโพลิบขนาดเล็ก

          2) รูปร่างลักษณะของปะการัง  ปะการังที่มีลักษณะเป็นก้อน หรือมีร่องจะถูกตะกอนคลุมได้ง่ายกว่าปะการังที่มีลักษณะเป็นกิ่งก้าน

          3) การเคลื่อนไหวของกระแสน้ำ   เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการช่วยขจัดตะกอนที่คลุมบนปะการัง

          4) ขนาดของตะกอน  ตะกอนขนาดเล็กจะถูกขจัดออกได้ง่ายกว่าตะกอนขนาดใหญ่ จากการศึกษาความสามารถในการขจัดตะกอนขนาดต่างๆ ของปะการัง Fungia พบว่าตะกอนขนาด 0.25 มิลลิเมตร จะถูกขจัดออกไปได้เร็วกว่าตะกอนขนาด 1.00 มิลลิเมตร

          ปะการังแต่ละชนิดมีความทนทานต่อตะกอนไม่ท่ากัน จากการทดลองโดยการทำน้ำตะกอนให้มีความเข้มข้นที่ต้องการ ซึ่งตะกอนส่วนใหญ่จะตกลงบนพื้นตู้ พบว่า ที่ความเข้มข้นของตะกอนเท่ากับ 500 มิลลิกรัม/ลิตร ภายในเวลา 96 ชั่วโมง ปะการัง Goniopora sp. ไม่มีการตาย แต่จะมีอาการเครียด (stress) โดยการขับเมือกออกมา ปรากฏการณ์นี้จะพบได้ตั้งแต่ที่ความเข้มข้นของตะกอนเท่ากับ 50 มิลลิกรัม/ลิตร

          1.6 ธาตุอาหารในน้ำทะเล (Nutrients)

          ธาตุอาหารมีความจำเป็นต่อปะการัง ปะการังต้องการธาตุอาหารในน้ำทะเลเพื่อใช้ในกระบวนการที่สำคัญ อย่างไรก็ตามหากน้ำทะเลมีปริมาณธาตุอาหารมากเกินไป จะส่งผลกระทบทำให้ปะการังเสื่อมโทรมลงได้ จากการทำการทดลองในธรรมชาติที่อ่าว Kaneohe ในฮาวาย พบว่า แนวปะการังเกิดความเสียหายอย่างมากหลังจากมีการติดตั้งท่อระบายน้ำทิ้งในบริเวณใกล้กับแนวปะการัง  แต่เมื่อมีการรื้อถอนท่อระบายน้ำออกไป แนวปะการังก็ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิม


ฟองน้ำที่พบในแนวปะการัง

          บทบาทของธาตุอาหารที่ส่งผลต่อแนวปะการังมีหลายระดับ โดยในระดับสิ่งมีชีวิต (organism scale) การที่น้ำทะเลมีปริมาณฟอสเฟตในระดับสูงจะขัดขวางกระบวนการสร้างหินปูน (Calcification) ของปะการัง  ในระดับสังคมสิ่งมีชีวิต (community scale) ปริมาณธาตุอาหารในระดับสูงจะทำให้พวกฟองน้ำและสาหร่ายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแย่งชิงพื้นที่กับปะการังทำให้ตัวอ่อนของปะการังไม่สามารถลงเกาะได้ และเมื่อปะการังตายลงจะเกิดการย่อยสลายทำให้ระดับธาตุอาหารในน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้พวก infaunal borer เช่น Cliona spp. เจริญเติบโตได้ดีและไปทำลายโครงร่างปะการังที่ยังเหลืออยู่

2. ปัจจัยทางชีวภาพ

          นอกจากปัจจัยทางกายภาพอันได้แก่ อุณหภูมิ ความเค็ม แสง คลื่นและกระแสน้ำ ตะกอน และธาตุอาหารในน้ำทะเลแล้ว ปัจจัยทางชีวภาพต่อไปนี้ก็มีผลต่อการแพร่กระจายของปะการังด้วย

          2.1 การอยู่ร่วมกันระหว่างสาหร่าย Zooxanthellae กับปะการัง

          สิ่งที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับปะการัง คือ การอยู่ร่วมกันระหว่างพืชและสัตว์ภายในเนื้อเยื่อของปะการังซึ่งเป็นสัตว์ ผนังชั้นในของตัวมันมีเซลล์ของสาหร่ายเซลล์เดียวที่เรียกว่า Zooxanthellae อยู่ด้วย สาหร่ายนี้จะพบได้ในปะการังแทบทุกชนิด สาหร่ายนี้จะช่วยให้ปะการังมีความสามารถในการสร้างโครงสร้างหินปูนได้เร็วขึ้น นับว่าเป็นการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างพืชและสัตว์ที่สัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง หนทางการได้รับอาหารของปะการังอีกวิธีหนึ่งนั้น สาหร่ายเซลล์เดียวเป็นผู้ช่วยสร้างอาหารให้แก่ตัวปะการังด้วยโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง ความจริงอาหารเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตัวปะการังได้จากการใช้หนวดจับสัตว์เล็กๆ แต่ที่สำคัญคือ สาหร่ายเซลล์เดียวมีความสามารถในการสร้างโครงสร้างหินปูนได้เร็วขึ้นกว่าปะการังพวกที่ไม่มีสาหร่าย จากการที่ปะการังมีสาหร่ายเซลล์เดียว Zooxanthellae อาศัยอยู่ร่วมด้วยนั้น ทำให้มีส่วนจำกัดบริเวณที่จะพบแนวปะการังได้ด้วย โดยจะพบปะการังได้ในความลึกของน้ำโดยปกติไม่เกิน 50 เมตร ซึ่งจะมีแสงส่องถึงอย่างเพียงพอ เพราะสาหร่ายมีความจำเป็นต้องใช้แสงในการสังเคราะห์แสง

          2.2 การแก่งแย่งพื้นที่ของสาหร่ายและปะการัง

          ในระบบนิเวศแนวปะการัง สิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุดอีกพวกหนึ่งนอกเหนือไปจากปะการัง คือ สาหร่าย สาหร่ายที่พบในแนวปะการังมีด้วยกัน 4 กลุ่มคือ สาหร่ายสีเขียว สาหร่ายสีน้ำตาล สาหร่ายสีแดง และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

          ทั้งสาหร่ายและปะการังต่างต้องการแสงและพื้นที่ลงเกาะ การแก่งแย่งพื้นที่ของสาหร่ายและปะการังจึงมีอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม สาหร่ายและปะการังต้องการปัจจัยที่แตกต่างกันบางประการ เช่น สารอาหารในน้ำ ตามธรรมชาติทั้งปะการังและสาหร่ายจะมีจำนวนที่มีความสมดุลกัน  แต่เมื่อมีผลกระทบจากมนุษย์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ เช่น มีน้ำเสียจากการท่องเที่ยวหรือจากการพัฒนาชายฝั่งลงไปมาก น้ำทะเลจะมีสารอาหารมากขึ้นทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนแย่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของแนวปะการังไป สมดุลของระบบนิเวศจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ที่ต้องอาศัยปะการังในการดำรงชีวิตจึงหายไป เหลือเพียงสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดที่สามารถอยู่ร่วมกับสาหร่ายได้ และเมื่อไม่มีปะการังมาทดแทน โครงสร้างแนวปะการังก็จะสลายลงไปตามกาลเวลา เหลือเพียงเศษซากปะการังตายเป็นหย่อมๆ และมีสาหร่ายขึ้นอยู่


สาหร่ายที่พบในแนวปะการัง

          สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับแนวปะการังหลายแห่งในประเทศไทย และที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์ดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นกับแนวปะการังที่สวยงามและสำคัญต่อการท่องเที่ยว จากการศึกษาของกรมประมงในปี 2536 รายงานว่าแนวปะการังหมู่เกาะสุรินทร์ บริเวณอ่าวแม่ยาย มีปะการังจำนวนมากและปกคลุมพื้นที่ถึงระดับความลึก 30 เมตร แต่จากการสำรวจของกรมป่าไม้ในปี 2538 พบว่าในบางพื้นที่ของอ่าวแม่ยาย แนวปะการังที่อยู่ลึกระดับ 5-30 เมตร ถูกปกคลุมด้วยสาหร่าย Padina ประมาณ 60-80%

          นอกจากนี้ยังเกิดการแก่งแย่งพื้นที่กันระหว่างปะการังด้วยกันเอง พวกที่อ่อนแอกว่าก็จะถูกทำลายให้ตายไป รอยบิ่นหรือรอยขูดที่อาจเกิดจากสมอเรือครูดหรือการหักเอาปะการังออกไป รอยแผลนี้อาจมีแบคทีเรียหรือไวรัสทำให้เกิดโรคตามมาจนปะการังตายทั้งก้อนได้

          2.3 ศัตรูของปะการัง

          ในธรรมชาติย่อมมีทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า สำหรับผู้ล่าของปะการังนั้นมีหลายชนิด เช่น ปลานกแก้ว ปลาผีเสื้อ หอยฝาเดียวบางชนิด เป็นต้น แต่ผู้ล่าที่สำคัญที่สุดของปะการังคือดาวมงกุฎหนามหรือปลาดาวหนาม มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Crown of Thorns Starfish มีลักษณะรูปร่างค่อนข้างกลม เพราะแทนที่จะมี 5 แฉก กลับมี 14-18 แฉก และมีหนามปกคลุมอยู่ทั่วไป ปลาดาวชนิดนี้จะกินเนื้อเยื่อปะการังเป็นอาหาร โดยวิธีการปล่อยกระเพาะอาหารออกมาคลุมลงบนปะการังแล้วย่อยเนื้อเยื่อปะการัง และดูดซึมเข้าไปโดยตรง บริเวณที่ปลาดาวหนามกินปะการังจะเห็นเป็นรอยกว้างสีขาวต่างจากเนื้อเยื่อปะการังที่มีชีวิตที่มีชีวิต


ปลาดาวมงกุฎหนามกินปะการัง

วงชีวิตของดาวหนาม

          ดาวมงกุฎหนามจะเริ่มต้นชีวิตเช่นเดียวกับปลาดาวทั่วๆ ไป ไข่และสเปิร์มที่ผสมกันในน้ำ จะกลายเป็นตัวอ่อนล่องลอยเป็นแพลงก์ตอนอยู่ระยะหนึ่งก่อนจะลงสู่พื้นท้องทะเล ดาวหนามขนาดเล็กจะหลบซ่อนอยู่ตามซอกปะการัง และออกมาหากินในเวลากลางคืน ผู้ล่าของดาวหนามในขณะนี้คือ ปลานกขุนทอง ปลาวัว และปลาปักเป้า เป็นต้น เมื่อเติบโตขึ้นดาวหนามจะเริ่มออกหากินในเวลากลางวัน ผู้ล่าของดาวหนามที่โตแล้ว ส่วนใหญ่คือ ปลานกขุนทองขนาดใหญ่ และหอยสังข์แตร

ปรากฏการณ์ Outbreak คืออะไร อย่าให้เกิดขึ้นกับปะการังเลย

          ดาวหนามเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดควบคู่กับแนวปะการังมาหลายล้านปีแล้ว อย่างไรก็ตามผลจากการกระทำของมนุษย์บางครั้งทำให้ดาวหนามเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว (การที่ดาวหนามเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วบางครั้งก็เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ) ดาวหนามจำนวนมากสามารถกินปะการังแข็งให้หมดทั้งแนวได้ภายใน 2-3 เดือน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเราเรียกว่า Outbreak  ส่วนสาเหตุสำคัญนั้นยังไม่แน่ชัด อาจเกิดจากธาตุอาหารในน้ำทะเลมีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากการกระทำของมนุษย์หรือพายุน้ำท่วม หรืออาจเกิดจากการที่มนุษย์จับผู้ล่าของดาวหนามออกจากแนวปะการังจนเกือบหมด


ปลาดาวหมอน

          ดาวหนามที่พบในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว แต่มี 2 สี คือ สีน้ำตาลและสีม่วง ดาวหนามสีน้ำตาลนั้นพบเฉพาะในฝั่งอ่าวไทย ส่วนฝั่งอันดามันพบทั้ง 2 สี

อย่ากำจัดดาวหนามโดยตัดเป็นชิ้นนะ! ผิดวิธี!!!

          ปรากฏการณ์ Outbreak ยังไม่เกิดที่ประเทศไทย แต่แนวปะการังบางแห่งมีจำนวนดาวหนามค่อนข้างมาก เช่น ที่เกาะราวี สำหรับการกำจัดดาวหนามเพื่อช่วยปะการังนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละแนวปะการัง บางครั้งนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องกำจัดดาวหนามเพื่อช่วยป้องกันปรากฏการณ์ Outbreak เช่นที่ทำในประเทศออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามการลงมือทำกิจกรรมดังกล่าวควรมีการศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน และควรอยู่ในการควบคุมของนักวิทยาศาสตร์ ไม่เช่นนั้นการกำจัดดาวหนามที่ผิดวิธี เช่น การตัดออกเป็นชิ้นจะกลายเป็นการเพิ่มจำนวนของดาวหนามแทน

 

เอกสารอ้างอิง

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์. 2538. สู่โลกสีคราม. ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 57 น.

สุพัตรา ปานณรงค์. 2528. ผลกระทบของตะกอนดินจากเหมืองแร่ดีบุกที่มีความเข้มข้นต่างๆ กันต่อปะการังบางชนิด, วิทยานิพนธ์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 84 น.

สุวลักษณ์ นาทีกาญจนลาภ. 2539. ปะการัง. โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 32 น.

Birkeland, C. 1997. Life and Death of Coral Reefs. Chapman & Hall. New York. 536 p.

Geister, J. 1977. The Influence of Wave Exposure on the Ecological Zonation of Caribbean Reefs. Proc. 3 rd Internat. Coral Reef Symp., Miami 1. Biology : 23-29.

Glynn, P. W. 1984. Widespread Coral Mortality and the 1982-1983 El Nino Warming Event. Env. Conserv. 11 : 133-146.

 

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com

HitBox