![]() Last Update : Saturday 20 January, 2001 3:57 AM |
|
ต่อลมหายใจให้ปะการัง
นายทวีศักดิ์ ศรีชนะ
นิสิตปริญญาโทวิทยาศาสตร์ทางทะเล
รหัสประจำตัว 42620385
วิชา Marine Ecology
กว่า 4,600 ล้านปีมาแล้วที่โลกได้ถือกำเนิดขึ้นเนื่องจากกลุ่มก๊าซในระบบสุริยะจักรวาลรวมตัวกันจนกลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่า " โลก " องค์ประกอบของโลกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ถูกปกคลุมด้วยน้ำทะเลตั้งแต่ 600 ล้านปีมาแล้ว ทำให้เกิดการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จนกลายเป็น พืช และ สัตว์ หลากหลายชนิด รวมทั้งพวกปะการังที่เราจะกล่าวถึงด้วย ซึ่งเป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่มีความสำคัญมากระบบหนึ่งในปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาถึงการจัดการและการอนุรักษ์แนวปะการังให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นเพื่อลดและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่น การทำลายแนวปะการังจากการทำการประมง หรือจากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นการสร้างรายได้กับประชาชนในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล
ปะการังเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกหรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า โพลิป ( Polyp ) และมีการขับสารหินปูนออกมาเป็นปลอกรองรับโพลิปเอาไว้ ปะการังจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทั่วโลกพบมากกว่า 700 ชนิด
ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวมากกกว่า 2,500 กิโลเมตร มีเกาะมากกว่า 500 เกาะ สามารถพบปะการังได้ในเกือบทุกเกาะของประเทศไทย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่ปัจจัยหลักหลายประการ เช่น อุณหภูมิ แสง ความเค็ม และธาตุอาหาร จะมีความสำคัญต่อการแพร่กระจายของปะการัง
ภาพเกาะต่าง ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยแนวปะการังในประเทศถูกจัดให้เป็นจุดดำน้ำดูปะการังที่มีความงดงามติดหนึ่งในสิบของโลก โดยแนวของปะการังที่พบโดยส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นแบบชายฝั่ง ( Fringing Reef ) นอกจากแนวปะการังจะแหล่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิ่งมีชีวิตนานาชนิด เอื้อประโยชน์กับชาวประมง เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีความหลากหลายทาง
ชีวะภาพสูง และยังเป็นแหล่งอาหารรวมทั้งที่หลบภัยของสัตว์น้ำตามธรรมชาติ
ภาพแสดงลักษณะของแนวปะการังแบบ Fringing Reefความสำคัญและประโยชน์ของแนวปะการัง
แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่า และประโยชน์อีกนานัปการ แต่มักถูกมองข้ามไปว่าเป็นแหล่งธรรมชาติทั่ว ๆ ไป ซึ่งอยู่ใต้น้ำและไม่ค่อยได้พบเห็นจึงไม่ได้รับการให้ความสำคัญ แต่จริง ๆ แล้วแนวปะการังมีประโยชน์มากมายดังที่จะกล่าวต่อไปนี้
1. เป็นแหล่งที่อยู่ของพืชและสัตว์น้ำ เนื่องเป็นแนวปะการังที่มีลักษณะซอกหรือโพรง เหมาะแก่การหลบภัยและเข้าไปยึดพื้นที่อยู่อาศัย และสามารถเป็นแหล่งอาหารให้กับสิ่งมีชีวิตในบริเวณดังกล่าว
ภาพแนวปะการังที่เป็นแหล่งอาหารให้กับสัตว์น้ำต่างๆ2. แนวปะการังตามชายฝั่งมีส่วนในการช่วยลดความรุนแรงของคลื่นที่กระทำต่อชายฝั่งได้ เมื่อคลื่นปะทะกับปะการังที่ขอบแนวปะการัง คลื่นจะแตกตัวทำให้ความรุนแรงที่กระทบฝั่งลดลง
3. แนวปะการังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเล เนื่องจากมีความสวยงาม และมีความหลากหลายทางชีวะภาพของสิ่งมีชีวิตในบริเวณแนวปะการัง มีน้ำที่สะอาดเหมาะกับการดำน้ำ ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่
4. การใช้ประโยชน์ของชาวประมงชายฝั่งโดยการทำการประมงในรูปแบบต่าง ๆ
5. ความสำคัญทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยการสกัดสารเคมีที่มีอยู่ในตัวของปะการังมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำครีมป้องกันแสง UV และนำไปใช้ในการทดลองเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งอีกด้วย
6. การนำไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยแนวปะการังเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดทรายกับชายหาด ในประเทศไทยที่นำเอาทรายจากแนวปะการังมาใช้คือที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
การทำลายแนวปะการังดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นแนวปะการังมีความสำคัญกับระบบนิเวศชายฝั่งเป็นอย่างมาก และยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย ในปัจจุบันการท่องเที่ยวเข้าไปแทนที่การทำการประมงในบริเวณแนวปะการังอย่างสิ้นเชิง แต่ในการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นั้นทำให้เกิดปัญหากับแนวปะการัง เนื่องจากแนวปะการังจำนวนมากถูกทำลายไปทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวปะการังที่เสื่อมโทรม แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายปี แต่แนวปะการังที่ถูกทำลายก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นฟูโดยสภาพธรรมชาติได้เลย การทำลายสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1. การทำลายโดยธรรมชาติ
2. การทำลายปะการังโดยมนุษย์ ผลกระทบที่เกิดจากมนุษย์สามารถแยกย่อยได้เป็น 2 ประเภท
ผลกระทบทางตรง
1. การจับสัตว์น้ำในแนวปะการังในลักษณะที่ผิดกฎหมาย เช่นการใช้ระเบิดในการจับสัตว์น้ำ ส่งผลให้ปะการังที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวตาย โอกาสที่กลับมาเหมือนเดิมต้องใช้เวลานาน และบางครั้งมีสาหร่าย หรือปะการังอ่อนขึ้นปกคลุมจนปะการังไม่สามารถขึ้นเกาะใหม่ได้ การใช้สารเคมีเบื่อปลาในการจับปลาสวยงาม ทำให้สารเคมีมีการตกค้างในแนวปะการัง นอกจากนี้การจับปลาโดยวิธีการใช้ลอบ การยิงปลา หรือการเก็บกุ้ง เก็บหอย หากมีการทำกันเกินขอบเขต หรือจับจนมากเกินไป จะทำให้แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เสื่อมโทรมลงทำให้ระบบนิเวศในแนวปะการังเสียสมดุลไป
2. ผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยวในแนวปะการัง การหักพังของแนวปะการังจากการที่นักท่องเที่ยวไปเดินเหยียบหรือการเดินบนแนวปะการัง รวมทั้งการทิ้งและการถอนสมอเรือ หรือการนิยมเก็บหอยเก็บปะการังขึ้นมาขายให้กับนักท่องเที่ยวทำให้เกิดการทำลายปะการังและระบบนิเวศในแนวปะการัง การสร้างสิ่งก่อสร้างต่างที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่นการสร้างท่าเทียบเรือ การขุดร่องน้ำเพื่อนำเรือเข้าไปจอด เป็นต้น
ผลกระทบทางอ้อม
1. การพัฒนาที่ดินบริเวณใกล้เคียงชายฝั่ง การก่อสร้างที่ยื่นลงไปในชายหาด ทำให้ทรายถูกคลื่นพัดพาไปทับถมแนวปะการัง หรือการก่อสร้างโดยการเปิดหน้าดินออกทำให้เกิดการชะตะกอนลงไปในน้ำปกคลุมปะการังทำให้ Zooxanthellae ที่อาศัยอยู่ในปะการังไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ทำให้ปะการังขาดอาหารและตายในที่สุด ทำให้ระบบนิเวศสูญเสียไป
2. การทำเหมือนแร่ในบริเวณเคียงกับแนวปะการัง ไม่ว่าบนบกหรือในทะเล น้ำที่ใช้ในการล้างแร่นั้นมีส่วนประกอบของตะกอนเป็นจำนวนมาก
ภาพเรือที่เข้าไปทำเหมืองแร่ในบริเวณแนวปะการังการจัดการและแนวทางการอนุรักษ์แนวปะการัง
เป็นหน้าที่รับผิดชอบของมนุษย์ทุกคนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันในการหาทางปกป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างถูกวิธี ประเทศไทยมีการตื่นตัวมากในเรื่องของการท่องเที่ยวในแนวปะการังมีผลทำให้ระบบนิเวศนี้เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว แต่ข้อดีที่ทำให้ทุกคนที่ไปเที่ยวรับรู้ได้คือความสวยงามที่ได้จากท้องทะเล และจากข่าวสารที่ถูกนำเสนอโดยสื่อมวลชน ที่ได้พยายามที่จะบอกว่าระบบนิเวศของแนวปะการังกำลังจะสูญเสียไปอย่างถาวร ทำให้เป็นแรงกระตุ้นเกิดความคิดในการจัดการและการอนุรักษ์แนวปะการังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามแนวทางในการจัดและการอนุรักษ์แนวปะการังยังมีข้อจำกัดอยู่ที่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องมีการวางแผนเพื่อจัดการในการใช้ประโยชน์ให้ถูกต้อง ต้องปรับปรุงข้อจำกัดในการใช้กฎเกณฑ์ควบคุม ต้องให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในแนวปะการังเพื่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต
การแบ่งเขตปะการังตามสภาพความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลาย
ต้องมีการพิจารณาจากข้อมูลและสภาพของแนวปะการังในธรรมชาติ ซึ่งอาจแบ่งออกได้อย่างกว้าง ๆ ดังนี้ ปะการังที่มีความสมบูรณ์มาก สมบูรณ์ปานกลาง หรือปะการังที่เสื่อมโทรม แล้วนำไปใช้ในการวางแผนการจัดการ สามารถแบ่งเขตของปะการังออกได้เป็น 3 ส่วน
1. เขตสงวนรักษา ควรเป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์ของปะการังสูง หรือเป็นบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวะภาพมาก มีเอกลักษณ์พิเศษ งดการใช้ประโยชน์ทั่ว ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ยกเว้นการศึกษา การที่ทำการสงวนไว้ได้เช่นนี้ จะต้องเลือกพื้นที่ซึ่งเข้าไปได้โดยยาก ไม่ได้อยู่ในความนิยมของนักท่องเที่ยว ทำให้การที่จะใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวลดน้อยลง
2. เขตการทำงาน เป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์ของปะการังค่อนข้างต่ำ หรือเป็นบริเวณที่มีคนเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ภายใต้กลไกของกฎหมาย เช่น อนุญาตให้มีการตกปลาได้ ให้มีเรือเข้าออกเพื่อพานักท่องเที่ยวเข้าไปชมแนวปะการังได้ อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของเรือเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพยากรเสื่อมโทรมรวดเร็วเกินไป
ภาพการใช้ประโยชน์จากแนวปะการังโดยการดำน้ำ3. เขตอนุรักษ์ เป็นบริเวณที่มีความสมบูรณ์ของปะการังอยู่ในระดับปานกลาง บริเวณมีการอนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ในบางกิจกรรมเท่านั้น การเข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ต้องมีการควบคุมที่รัดกุม มีการวางแผนการเข้าไปใช้งานก่อนการใช้ เมื่อเข้าไปใช้งานต้องเป็นไปตามระเบียบหรือแบบแผนที่วางไว้ เช่น การใช้เป็นที่ดำน้ำเท่านั้น มีการควบคุมขอบเขตที่ชัดเจน
การจัดการแนวปะการัง
ในการจัดการกับระบบของแนวปะการังนั้นต้องมีความเข้าใจในสภาพธรรมชาติของปะการัง รวมทั้งสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน รวมทั้งต้องทราบถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อปะการังทั้งทางตรงและทางอ้อม และขึ้นอยู่กับสภาพของการนำไปใช้ประโยชน์ โดยต้องมีการทำงานที่เป็นระบบและหลาย ๆ ฝ่ายต้องร่วมมือจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้
1. ฝ่ายวิชาการมีหน้าที่ในการหาความรู้ เพื่อที่จะนำไปใช้ในการศึกษาถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลง หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการจัดการแนวปะการัง รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ให้กับประชาชนให้เกิดความเข้าในการอนุรักษ์แนวปะการังมากขึ้น โดยทางมหาวิทยาลัยและนักวิทยาศาสตร์จากภาครัฐบาล
2. ฝ่ายบริหารมีหน้าที่นำเอาข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติ โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลในปัจจุบันมีหลายหน่วยงาน เช่น กรมป่าไม้ กรมประมง กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
3. ผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับแนวปะการัง ต้องร่วมมือกันเพื่อการจัดการแนวปะการังให้มีการใช้ประโยชน์จากแนวปะการังอย่างยั่งยืน ได้แก่ ชาวประมง ผู้ประกอบการเกี่ยวการท่องเที่ยวต่าง ๆ เป็นต้น
ภาพการใช้อวนทำการประมงในแนวปะการังทำให้เกิดความเสียหาย4. ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความใกล้ชิดกับแนวปะการังมากที่สุด โดยให้บุคคลเหล่านี้ช่วยกันดูแลทรัพยากรแนวปะการังได้เป็นอย่างดี
5. นักท่องเที่ยวต้องมีการปลูกฝังจิตใจที่ดีงามในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แนวปะการัง
6. สื่อมวลชนจะมีบทบาทมากในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารสู่ประชาชน ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกลางในการเสนอความคิดเห็นจากประชาชนสู่กลุ่มอื่น ๆ
แนวทางอนุรักษ์และคุ้มครองแนวปะการัง1. ไม่ควรสนับสนุนการซื้อขายหรือการเก็บสัตว์น้ำในแนวปะการัง เช่น เปลือกหอย กุ้งมังกร ปลาสวยงาม หรือแม้กระทั้งตัวของปะการังเอง โดยต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย และต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการควบคุม
2. เผยแพร่ความรู้และให้ความระมัดระวังในการเข้าไปท่องเที่ยวในบริเวณแนวปะการัง เช่น ควรทิ้งสมอเรือนอกบริเวณแนวปะการัง หรืออาจแก้ไขโดยการใช้ทุ่นผูกเรือแทน แนะนำกับนักท่องเที่ยวไม่ให้เหยียบหรือเดินบนแนวปะการัง
3. ไม่ควรทิ้งขยะ หรือของเสียทุกประเภทลงสู่ทะเล
ภาพการทิ้งขยะลงสู่แนวปะการัง4. จัดองค์กรชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในการดูแลแนวปะการังร่วมกับเจ้าหน้าที่
5. ให้ความรู้และความเข้าใจแก่บุคคลต่าง ๆ ให้ช่วยกันในการรักษาและอนุรักษ์ปะการัง
มาตรการอนุรักษ์ กรมประมงได้กำหนดมาตรการในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ดังต่อไปนี้
1. ผู้ฝ่าฝืนทำการประมงปะการัง หรือหินปะการังทุกชนิด ทุกขนาดไม่ว่าวิธีใด ๆ ในทะเล หรืออ่าวในท้องที่จังหวัดชายทะเลทุกจังหวัด มีความผิดต้องโทษปรับตั้งแต่ 5,000 - 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
2. ผู้ฝ่าฝืนทำการประมงโดยใช้อวนล้อมทุกชนิดทุกขนาด หรือลักษณะคล้ายกัน โดยวางบนพื้นทะเลแล้วดำน้ำ เดินเหยียบย่ำบนแนวปะการังเพื่อไล่ต้อนปลาเข้าอวน มีความผิดต้องโทษปรับตั้งแต่ 5,000 - 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
ภาพปลาฉลามติดอวนของชาวประมง3. ผู้ฝ่าฝืนทำการประมงโดยใช้กระแสไฟฟ้า วัตถุระเบิด สารเคมี ยาเบื่อเมา มีความผิดต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาทและริบของกลางทั้งสิ้น
4. ผู้ฝ่าฝืนส่งปะการัง ซากส่วนหนึ่งส่วนใด ผลิตภัณฑ์จากปะการังและปลาสวยงามออกนอกประเทศ มีความผิดต้องโทษปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้า จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำให้ริบของกลางรวมทั้งที่บรรทุกและพาหนะใดๆ ที่ใช้ในการบรรทุกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องด้วยความผิด
5. ผู้ฝ่าฝืนมีหินปะการัง กัลปังหา เต่าทะเล กระและผลิตภัณฑ์ไว้ในครอบครองเพื่อการค้า มีความผิดต้องโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
6. ผู้ฝ่าฝืนทำการประมงในเขตรักษาพืชพันธุ์ มีความผิดต้องโทษปรับ 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com