![]() Last Update : Saturday 12 May, 2001 4:45 PM |
|
การแพร่กระจายป่าชายเลนในประเทศไทย
(Distribution of Mangroves Forest in Thailand)
![]()
ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนมากเป็นอันดับ 9 ของประเทศในเขตร้อนแถบเอเชีย ตลอดชายฝั่งของ 24 จังหวัด ประมาณ 2,614 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าชายเลนร้อยละ 36 ของความยาวชายฝั่งทั้งหมด ในอดีตป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งพบว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2504 มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 2,299,375 ไร่ แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ป่าชายเลนลดลงเหลือเพียง 1,047,390 ไร่เท่านั้น เนื่องจากปัญหาหลายประการเป็นต้นว่า การเพาะเลี้ยงชายฝั่งโดยเฉพาะการทำนากุ้ง แหล่งชุมชน แหล่งอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม และกิจกรรมอื่นอีกหลายประเภทได้เจริญเติบโตและขยายตัวอย่างไร้ขอบเขตไปสู่บริเวณชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะในพื้นที่ป่าชายเลน จนทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดลงอย่างรวดเร็วและเป็นไปอย่างรุนแรงจนน่าวิตก
ความหมายของป่าชายเลน" Mangrove " มาจากภาษาโปรตุเกส คำว่า " Mangue " ซึ่งหมายถึง กลุ่มสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลดินเลน และใช้กันแพร่หลายในประเทศแถบลาตินอเมริกา ส่วนประเทศอื่นๆ ก็ใช้เรียกตามภาษาของตัว เช่น ประเทศมาเลเซียใช้คำว่า " Manggi-Manggi " ประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเรียกป่าชายเลนว่า " Manglier " สำหรับประเทศไทยนิยมเรียกป่าชนิดนี้ว่า "ป่าชายเลน" หรือ " ป่าโกงกาง "
ป่าชายเลน หรือป่าโกงกาง ( Mangrove forest หรือ intertidal forest ) หมายถึง สังคมพืชที่ประกอบด้วย พันธุ์ไม้หลายชนิด หลายตระกูล และเป็นพวกที่มีใบเขียวตลอดปี ซึ่งมีลักษณะทางสรีระวิทยา และความต้องการสิ่งแวดล้อมที่คล้ายกัน และยังหมายถึงกลุ่มของสังคมพืชที่ขึ้นอยู่บริเวณปากแม่น้ำ ชายฝั่งทะเล หรืออ่าว ซึ่งเป็นบริเวณที่มีระดับน้ำทะเลท่วมถึงในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้สกุลโกงกางเป็นไม้สำคัญและมีไม้ตระกูลอื่นปะปนอยู่ด้วย
ถิ่นกำเนิดของป่าชายเลนป่าชายเลนจะพบเห็นทั่วไป ตามพื้นที่ชายฝั่งทะเล บริเวณปากน้ำ อ่าว ทะเลสาบ ลำคลอง และเกาะที่มีน้ำทะเลท่วมถึง
ทำเลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับป่าชายเลนนั้นจะต้องเป็นท้องอ่าวที่มีน้ำนิ่งๆ และมีแม่น้ำสายใหญ่ๆ ไหลลงมา ดังนั้น เมื่อกระแสน้ำในลำแม่น้ำไหลลงมาปะทะเข้ากับกระแสน้ำทะเล กระแสน้ำในแม่น้ำก็จะเบาลงและหยุดนิ่ง เมื่อน้ำนิ่ง โคลนเลนและวัตถุธาตุต่างๆ ซึ่งไหลปะปนมากับกระแสน้ำก็จะจมลง ทำให้เกิดแผ่นดินโคลนหรือเลน ผืนใหญ่ขึ้นในบริเวณท้องอ่าวนั้น
แผ่นดินเลนนี้จะมีร่องน้ำหรือทางน้ำไหลจากแม่น้ำลำคลองออกสู่ทะเลมากมาย เมื่อเวลาน้ำทะเลขึ้นหรือลง น้ำทะเลจะไหลผ่านร่องน้ำหรือทางน้ำนี้เสมอๆ เราจะมองเห็นแผ่นดินเลนและร่องน้ำเหล่านี้ได้ชัดเจนในเวลาน้ำลงมากๆ
โคลนหรือเลนนี้ มีลักษณะเหมาะสมแก่พันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ชอบขึ้นตามป่าชายเลน เช่น ไม้โกงกาง ไม้ลาน ไม้ประสัก ไม้รังกระแทหรือรุ่ย ไม้แสม ไม้โปรง ไม้ฝาด ฯลฯ อย่างยิ่ง เนื่องจากไม้เหล่านี้สามารถแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด โดยทางน้ำได้เป็นระยะทางไกลๆ โดยไม่เป็นอันตรายหรือเสียหายแต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อเมล็ดของไม้เหล่านี้ ลอยไปติดอยู่ตามแผ่นดินโคลนหรือเลนที่เกิดขึ้นใหม่ มันก็จะพากันงอกงามขึ้นทันที ไม้เหล่านี้เจริญงอกงามเร็วมาก ในไม่ช้าแผ่นดินเลนนั้นก็จะเต็มไปด้วยต้นไม้ กลายเป็นป่าทึบ ซึ่งเราเรียกว่า ป่าโกงกาง ซึ่งป่าโกงกางจะคงเป็นป่าโกงกางอยู่ตลอดไปถ้าไม่มีเหตุการณ์อื่นใดมารบกวนและจะเป็นชนวนก่อให้เกิดแผ่นดินเลนผืนใหม่ถัดออกไปอีก และป่าโกงกางก็จะทวีมากขึ้นเป็นลำดับ แต่ในเวลาเดียวกันป่าชายเลนตอนบน หรือตอนในที่อยู่ถัดเข้าไปในแม่น้ำ ลำคลอง หรือลำห้วยนั้นค่อยๆ แปรสภาพเป็นป่าบกขึ้นทีละน้อยก็ได้ เนื่องจากป่าชายเลนช่วยทำให้มีแผ่นดินใหม่งอกออกไปทางริมทะเล พื้นดินตอนในๆ ไกลจากฝั่งทะเลออกไปก็ค่อยตื้นเขินขึ้นที่ละน้อย ไม่เหมาะกับความเป็นอยู่ของพันธุ์ไม้ที่ชอบขึ้นบนเลน ในที่สุดป่าชายเลนนั้นก็จะเป็นป่าบกไป แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนไม่สามารถสังเกตเห็น ไม่เหมือนความเจริญงอกงามของป่าชายเลนใหม่ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจน
![]()
![]()
การกระจายของพื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทย
ป่าชายเลนในประเทศไทย ซึ่งขึ้นอยู่กระจัดกระจายตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้นั้น จากข้อมูลซึ่งสำรวจ เมื่อ พ.ศ. 2529 จากภาพถ่ายดาวเทียมและการสำรวจการใช้ประโยชน์พื้นที่ภาคพื้นดิน ปรากฏว่ามีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 1,227,674 ไร่ แต่จกการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2539 ปรากฏว่ามีพื้นที่ป่าชายเลนเหลือเพียงประมาณ 1,047,390 ไร่เท่านั้น การกระจายและปริมาณของพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดต่างๆของประเทศไทย ส่วนใหญ่จะมีมากทางภาคใต้ประมาณ 934,220 ไร่ หรือ 89.2 เปอร์เซ็นต์ โดยจะพบทั้งทางด้านฝั่งตะวันออกติดกับอ่าวไทย และฝั่งตะวันตกด้านทะเลอันดามัน ส่วนทางภาคตะวันออกมีประมาณ 79,112 ไร่ หรือ 7.5 เปอร์เซ็นต์ และภาคกลางหรือบริเวณอ่าวไทยตอนบนมีป่าชายเลนน้อยมาก ประมาณ 34,056 ไร่ หรือ 3.3 เปอร์เซ็นต์ ของป่าชายเลนทั้งหมดของประเทศเท่านั้น
ภาคกลาง มีเนื้อที่ประมาณ 418,637.5 ไร่ จังหวัดที่พบได้แก่ บริเวณที่ติดกับชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ภาคตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 342,781.25 ไร่ แพร่กระจายอยู่ตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา
ภาคใต้ มีเนื้อที่ประมาณ 1,566,381.25 ไร่ ซึ่งส่วนมากจะเกิดเป็นแนวยาวติดต่อกันทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก หรือด้านทะเลอันดามัน ในเขตจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนชายฝั่งด้านตะวันออก หรือด้านอ่าวไทย จะพบตามปากน้ำและลำน้ำใหญ่ๆ ในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี
ป่าชายเลนของภาคใต้ฝั่งตะวันตก
เนื่องจากภาคใต้มีเทือกเขาใหญ่ๆ 2 แนว คือ เทือกเขาภูเก็ต และเทือกเขานครศรีธรรมราช ซึ่งทอดตัวในแนวเหนือใต้ เทือกเขาเหล่านี้ทำให้ฝั่งทะเลของสองด้านแตกต่างกันกล่าวคือ ฝั่งทะเลด้านตะวันตก เป็นฝั่งทะเลที่ทรุดจมตัวลง ลักษณะของฝั่งทะเลเว้าๆ แหว่งๆ มีเกาะแก่งมาก มีภูเขาตัดทะเลบางแห่ง กับหาดทรายเล็กๆ กระจาย เช่น แม่น้ำกระบุรี แม่น้ำตรัง ป่าชายเลนเจริญงอกงามอยู่ตามแม่น้ำ เนื่องจากเรจน์มากถึง 4 เมตร ต้นไม้ของป่าชายเลนแถบนี้ จึงมีขนาดสูงใหญ่ และมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าฝั่งตะวันออก ซึ่งมีเรจน์น้ำน้อยเฉลี่ยราวๆ 1 เมตร โดยเฉพาะในอ่าวไทย เนื่องจากไหล่ทวีปทางฝั่งอันดามันแคบและลึกอย่างรวดเร็วสู่พื้นทะเล ทำให้ป่าชายเลนของฝั่งทะเลด้านนี้ครอบคลุมอาณาเขตเป็นบริเวณค่อนข้างแคบ ฝั่งทะเลด้านนี้รับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เต็มที่ ฝั่งบริเวณที่มีภูเขาประชิดฝั่งทะเล เช่น ระนอง ฝนจะตกมากถึง 8 เดือน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ป่าชายเลนมีลำต้นสูงใหญ่
ป่าชายเลนของภาคใต้ฝั่งตะวันออก
![]()
เนื่องจากฝั่งทะเลด้านนี้เป็นแบบยกตัวขึ้น จึงเกิดเป็นสันดอนจะงอย (spit) ดังเช่นที่ปากพนังของจังหวัดนครศรีธรรมราช แหลมโพธิ์ของจังหวัดปัตตานี ทำให้เกิดป่าชายเลนครอบคลุมด้านในที่เป็นหาดเลนและน้ำตื้น พันธุ์พืชลำต้นไม่สูงนัก เนื่องจากเรจน์น้ำขึ้นลงน้อยและลักษณะที่เกิดจากการงอกทับถมตามชายฝั่งทะเลอีกแบบหนึ่ง ทางฝั่งด้านตะวันออก คือ ชายหาดขวางกั้น ห้วงน้ำขนาดใหญ่ คือ ทะเลสาบสงขลา มีป่าชายเลนเตี้ยๆ กระจายทั่วไปมีพรุขนาดใหญ่ที่จังหวัดนราธิวาส รวมทั้งบริเวณจังหวัดปัตตานี แต่มีขนาดเล็กกว่า การงอกทับถมบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ เช่น ตาปี และแม่น้ำสายเล็กๆ และคลองต่างๆ ทำให้มีป่าชายเลนงอกงามตามปากน้ำและที่ราบชายฝั่ง อ่าวใหญ่ๆ ด้านนี้มีอ่าวทุ่งคาหรืออ่าวสวีของจังหวัดชุมพร อ่าวบ้านดอนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี อ่าวปากพนังของจังหวัดนครศรีธรรมราช และอ่าวปัตตานีซึ่งมีหาดเลนกว้างขวาง เรจน์น้ำน้อย ป่าชายเลนเป็นต้นขนาดเล็กแต่แผ่ออกไปกว้างขวาง ฝั่งทะเลค่อนข้างเรียบ มีแหลมยืนออกไปไม่กี่แห่ง อ่าวไทยทั้งอ่าวอยู่บนไหล่ทวีป น้ำค่อนข้างตื้นฝั่งทะเลด้านนี้รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเต็มที่ แต่ปริมาณและระยะเวลาของฝนไม่มากเท่าฝั่งตะวันตก
![]()
ตารางที่ 1 แสดงเนื้อที่ป่าชายเลนที่มีอยู่ (Existing Mangrove Forest Area) ในปี พ.ศ. 2504 - 2539
ปี พ.ศ. เนื้อที่ป่าชายเลนที่เหลืออยู่ (ไร่) ตร.กม. ไร่ % ของเนื้อที่ประเทศ 2504 3,679 2,299,375 0.72 2518 3,127 1,954,375 0.61 2522 2,873 1,795,625 0.56 2529 1,964 1,227,675 0.38 2534 1,736 1,085,050 0.34 2536 1,687 1,054,266 0.33 2539 1,676 1,047,390 0.33 ตารางที่ 3 แสดงพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย หน่วย : ไร่
จังหวัด พ.ศ. 2518 พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2529 พ.ศ. 2532 พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2536 พ.ศ. 2539 ภาคกลาง 228,125 195,200 6,349 3,725 2,537.50 33,519 34,056.75 สมุทรปราการ
กรุงเทพมหานคร
นครปฐม
สมุทรสาคร
สมุทรสงคราม
เพชรบุร
ี ประจวบคีรีขันธ์3,750
-
-
115,625
51,250
55,000
2,5006,500
-
-
90,100
47,800
48,700
2,100644
-
-
887
306
3,606
906-
-
-
-
-
3,056
669-
-
-
-
-
2,100
437.501,950
1,250
-
11,369
5,775
12,925
2501,857.50
1,236.25
0.0
10,601.75
7,156.25
12,936.25
268.75ภาคตะวันออก 360,250 275,900 174,879 129,430 69,274.75 81,548 79,112.50 ตราด
จันทบุรี
ระยอง
ชลบุรี
ฉะเชิงเทรา66,250
163,125
34,375
23,750
18,75061,500
150,400
28,800
20,700
14,50055,112
90,668
15,112
9,362
4,62553,987
54,350
10,987
6,550
3,55648,437.50
16,643.75
962.50
937.50
2,293.5047,925
25,450
4,250
575
3,34847,086.50
24,332.25
4,103.00
575.00
3,015.75ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) 221,875 211,100 122,772 106,775 87,375.00 102,654 103,570.50 ชุมพร
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
พัทลุง
สงขลา
ปัตตานี46,250
23,125
96,875
11,875
36,875
6,87543,300
36,300
80,200
10,200
32,400
8,70022,662
26,774
55,224
656
6,031
11,42514,156
23,544
53,256
525
4,300
10,99411,362.50
13,775.00
50,156.25
375.00
1,431.25
10,275.0020,584
19,775
49,975
800
3,425
8,09519698.75
19.586.25
52,601.00
881.25
3896.50
6906.75ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (อันดามัน)
1,198,125
1,113,475
923,724
888,564
927,193.75
836,545
830,650.25
ระนอง
พังงา
ภูเก็ต
กระบี่
ตรัง
สตูล151,250
319,375
19,375
206,250
212,500
289,375141,200
304,475
17,800
198,500
205,400
246,100135,087
227,625
12,094
189,450
164,225
195,243132,388
222,663
11,163
185,269
156,500
180,581121,687.50
209,437.50
9,712.50
199,468.75
192,806.25
194,081.25120,675
191,976
9,675
178,292
152,050
183,877120,229.00
190,265.25
9,448.00
176,709.25
150,796.75
183,402.00รวมทั้งประเทศ
1,954,375
1,795,675
1,227,724
1,128,494
1,086,381
1,054,266
1,047,390.00
ตารางที่ 2 อัตราลดลงของป่าชายเลนในแต่ละช่วงเวลา
ช่วงระยะเวลา
อัตราลดลงของพื้นที่ป่าชายเลน (ไร่)
อัตราลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนเฉลี่ยรายปี (ไร่)
2504-2518 (14 ปี)
345,000
24,642.86
2518-2522 (4 ปี)
158,750
39,687.50
2522-2529 (7 ปี)
567,950
81,135.71
2529-2534 (5 ปี)
142,625
28,525.00
2534-2536 (2 ปี)
30,784
15,392.00
2536-2539 (3 ปี)
6,876
2,292.00
2504-2539 (35 ปี)
1,251,985
3,5771.00
พันธุ์ไม้ในป่าชายเลน
พันธุ์ไม้ป่าชายเลนในประเทศไทยมีหลายชนิด ทั้งไม้ยืนต้นพวกกาฝาก เถาวัลย์ และ สาหร่าย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นไม้ไม่ผลัดใบ มีลักษณะทางกายวิภาคและสรีระคล้ายคลึงกันและมีพันธุ์ไม้อยู่ถึง 35 วงศ์ 53 สกุล และ 74 ชนิด พันธุ์ไม้ที่เด่นและสำคัญส่วนใหญ่อยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae โดยเฉพาะในสกุลไม้โกงกาง (Rhizophora) สกุลไม้โปรง (Ceriops) และสกุลไม้ถั่ว สำหรับพันธุ์ไม้ในวงศ์ Sonneratia ได้แก่ ไม้ในสกุลลำพูและลำแพน (Sonneratia) พันธุ์ไม้ในวงศ์ Verbenaceae ได้แก่ กลุ่มไม้แสม (Avicennia) นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ไม้ในวงศ์ Meliaceae ได้แก่ ไม้ตะบูนและตะบัน (Xylocarpus) เป็นต้น
พันธุ์ไม้สำคัญในป่าชายเลน
โกงกางใบเล็ก Rhizophora apiculata ตาตุ่มทะเล Excoecaria agallocha โกงกางใบใหญ่ Rhizophora mucronata ตีนเป็ดทะเล Cerbera odollam จาก Nypa fruticans ถั่วขาว Bruguiera cylindrica จิกทะเล Barringtonia racemosa ถั่วดำ Bruguiera parviflora ชะเลือด Permna obtusifolia เถากระเพาปลา Finlaysonia maritima แดงน้ำ Amoora cucullata เถาถอบแถบ Derris trifoliata ตะบูนขาว Xylocarpus granatum เถาตรุษ Calycopteris floribunda ตะบูนดำ Xylocarpus moluccensis เถามันแดง Combretum tetralophum ตะบัน Xylocarpus gangeticus เทพี Caesalpinia crista น้ำนอง Brownlowia tersa ลำพูทะเล Sonneratia alba โปรงขาว Ceriops decandra เล็บมือนาง Aegiceras corniculatum โปรงแดง Ceriops tagal แสม Aegialites rotundifolia เป้ง Phoenix paludosa แสมขาว Avicennia alba ปรงทะเล Acrostichum aureum แสมดำ Avicennia officinalis ปรงหนู Acrostichum speciosum แสมทะเล Avicennia marina ปอทะเล Hibicus tiliaceus สมอทะเล Sapium indicum ฝาดดอกขาว Lumnitzera racemosa สำมะง่า Clerodendrum inerme ฝาดดอกแดง Lumnitzera littorea หงอนไก่ทะเล Heritiera littoralis พังกาหัวสุ่มดอกขาว Bruguiera sexangula หลุมพอทะเล Intsia bijuga พังกาหัวสุ่มดอกแดง Bruguiera gymnorrhiza หมัน Cordia Cochinchinensis โพธิ์ทะเล Thespesia populnea หยีทะเล Derris indica มะนาวผี Atalantia monophylla เหงือกปลาหมอดอกขาว Acanthus ebracteatus รังกะแท้ Kandelia candel เหงือกปลาหมอดอกเครือ Acanthus volubilis ลำพู Sonneratia caseolaris เหงือกปลาหมอดอกม่วง Acanthus ilicifolius ลำแพน Sonneratia ovata หวายลิง Flagellaria indica ลำแพนทะเล Sonneratia griffithii พันธุ์พืชทุกชนิดในป่าชายเลน มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงลักษณะบางประการของส่วนต่างๆ ทั้งลำต้น ใบ ดอก ผล ตลอดจนระบบรากให้เหมาะสม เพื่อทนทานต่อสภาพแวดล้อมป่าชายเลนโดยสามารถอยู่รอด เจริญเติบโต และแพร่กระจายพันธุ์ต่อไปอย่างต่อเนื่อง
1. เซลล์ผิวใบมีหนังหนา เป็นแผ่นมัน และมีปากใบ (stoma) ที่ผิวใบด้านล่างลักษณะเช่นนี้พบในพืชทุกชนิดในป่าชายเลน ซึ่งมีหน้าที่สำหรับป้องกันการระเหยของน้ำจากส่วนของใบ
2. มีต่อมขับเกลือ (salt glands) พบอยู่ทั่วไปในส่วนของใบแสม ลำพู ลำแพน และเหงือกปลาหมอ เป็นต้น หน้าที่สำคัญของต่อมขับเกลือ คือ ควบคุมระดับความเข้มข้นของเกลือในพืชโดยขับออกจากส่วนใบ
3. ใบมีลักษณะอวบน้ำ (succulent leaves) โดยเฉพาะพืชพวกโกงกาง (Rhizophora) และลำพู-ลำแพน (Sonneratia) ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยเก็บรักษาน้ำจืด
4. มีรากหายใจ (aerial roots) พบในพืชเกือบทุกชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมีรากหายใจลักษณะต่างกันไป เช่น แสม มีรากหายใจโผล่จากดิน ส่วนโกงกาง รากหายใจแทงออกจากต้นลงดิน เพื่อช่วยค้ำยันลำต้นด้วย
5. มีผลงอกขณะติดอยู่บนลำต้น ที่เรียกว่า vivipary เช่น ในโกงกางซึ่งในดอก 1 ดอก มีรังไข่ (ovary) 1 อัน และมีโอวุล (ovule) 4 อัน แต่มีเพียงโอวุลเดียวที่เจริญเป็นเมล็ด และเมล็ดของพืชนี้ไม่มีการฟักตัว จะเจริญทันทีขณะผลยังติดบนต้นแม่ จัดเป็น viviparous seed เพราะส่วนของต้นอ่อน (embryo) ในเมล็ดจะงอกส่วนของรากอ่อน (radicle) แทงทะลุออกมาทางปลายผลตามด้วยส่วนของ hypocotyl ซึ่งจะยืนยาวออกกลายเป็นฝักยาว 1 - 2 ฟุต เมื่อฝักแก่เต็มที่จะหล่นปักเลนโคนต้น หรือลอยไปตามกระแสน้ำ ต่อมาจะงอกรากและเจริญเป็นต้นใหม่ต่อไป นอกจากโกงกางแล้ว ยังมีไม้ถั่ว พังกาหัวสุ่ม โปรง ต้นจาก เล็บมือนาง และแสม คือ พบผลหรือฝักหลุดจากต้นแม่แล้ว ทำให้สามารถเจริญเติบโตทางด้านความสูงอย่างรวด เร็ว และชูขึ้นเหนือน้ำในระยะสั้น
6. ต้นอ่อนหรือผลแก่ลอยน้ำได้ ทำให้สามารถแพร่กระจายพันธุ์โดยทางน้ำได้ อย่างดี พบในพืชเกือบทุกชนิดในป่าชายเลน
7. มีระดับสารแทนนิน (tannin) ในเนื้อเยื่อสูง และแตกต่างกันออกไปในแต่ละชนิด การปรับตัวนี้อาจจะเกิดขึ้นเพื่อการป้องกันอันตรายจากพวกเชื้อราต่างๆ
8. สามารถทนทานได้ ในสภาวะที่ระดับความเข้มข้นของเกลือโซเดียมคลอไรด์ในใบสูง ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดเมื่อขึ้นอยู่ในน้ำทะเลที่เค็มได้ พันธุ์พืชทุกชนิดในป่าชายเลนสามารถปรับตัวดังกล่าวนี้ได้
การแบ่งเขตของพันธุ์ไม้ในป่าชายเลน
พันธุ์ไม้แต่ละชนิดในป่าชายเลนจะขึ้นเป็นแถบ หรือเป็นโซนแยกออกจากชนิดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดจากบริเวณชายฝั่งทะเลจนลึกเข้าในฝั่งด้านใน ซึ่งแตกต่างจากป่าบก โดยอาจมีสาเหตุมาจากความแตกต่างกันในเรื่องการออกราก และการเจริญเติบโตของลูกไม้ เพราะไม้แต่ละชนิด สามารถขึ้นอยู่ในบริเวณที่แตกต่างกันตามระดับน้ำทะเล นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นที่มาควบคุม ที่สำคัญ เช่น การท่วมของน้ำทะเล ชนิดของดิน ปริมาณเกลือในน้ำและดิน แสงสว่าง และปัจจัยอื่นๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วจึงทำให้เกิดเป็นสังคมพืชที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสังคมพืชอื่นๆอย่างเด่นชัด อย่างไรก็ดีปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้พันธุ์ไม้ของป่าชายเลนขึ้นอยู่ในเขต หรือเป็นโซนหลาย
ปัจจัย เช่น ปัจจัยทางกายภาพและเคมีภาพของดิน ความเค็มของน้ำในดิน การระบายน้ำและกระแสน้ำ ความเปียกชื้นของดิน และความถี่ของน้ำทะเลท่วมถึงเป็นต้น
ปัจจัยทางกายภาพและเคมีภาพของดิน
ปกติป่าชายเลนที่พบบริเวณปากแม่น้ำ และริมฝั่งทะเลที่เป็นหาดเลนนั้น จะมีลักษณะเป็นดินโคลน แต่ชายหาดบางแห่งที่เป็นดินแห้ง ไม่มีป่าชายเลนอยู่ และพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ต้องมีรากค้ำจุนที่แข็งแรง ได้แก่ พันธุ์ไม้ที่เรียกว่า ไม้เบิกนำ (pioneer species) ทั้งหลาย จากการศึกษาในหลายพื้นที่และหลายประเทศ ได้พบข้อสังเกตต่างๆ เกี่ยวกับสภาพของดิน เช่น พบว่าโกงกางใบใหญ่ชอบดินเป็นโคลนนิ่มๆ โกงกางใบเล็กจะชอบดินที่ไม่นิ่มเกินไป ส่วนไม้แสม ไม้พังกาสุ่มดอกแดง ขึ้นปนกันในบริเวณดินทราย และบางครั้งจะพบไม้แสมขึ้นในบริเวณที่เป็นดินโคลนหรือบริเวณที่เป็นชายหาดที่มีความลาดชันต่ำ สามารถทนต่อสภาพดินทรายได้ ถ้าบริเวณนั้นมีน้ำทะเลท่วมถึง นอกจากนั้นยังพบว่าไม้แสมจะเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะทางด้านความสูง เมื่อบริเวณนั้นมีการระบายน้ำที่ดี และพบไม้แสมขึ้นในป่าของไม้ถั่วขาว ซึ่งไม้ถั่วขาวนั้นจะขึ้นในบริเวณดินเหนียวที่มีลักษณะค่อนข้างแข็ง มีชั้นของฮิวมัส และมีการระบายน้ำที่ดี pH ของดินบริเวณใต้ต้นโกงกาง มีค่าเท่ากับ 6.6 และดินใต้ต้นแสม มีค่าเท่ากับ 6.2 เมื่อดินทั้งสองบริเวณมีสภาพอิ่มตัวด้วยน้ำ แต่ถ้าเป็นดินแห้ง และอยู่ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน ดินในเขตไม้โกงกาง pH จะลดเหลือ 4.6 ในขณะที่ดินของเขตไม้แสมจะลดลงเหลือ 5.7
ความเค็มของน้ำในดิน
ความเค็มของน้ำในดิน เป็นปัจจัยสำคัญในการแบ่งเขตของพันธุ์ไม้ป่าชายเลน เช่น ไม้โกงกางใบใหญ่ และแสม มีความทนทานต่อความเค็มได้สูง ไม้ลำพูทะเลและไม้ลำแพนชอบน้ำที่มีความเค็มค่อนข้างสูง และมักพบขึ้นอยู่บริเวณติดกับทะเล ส่วนไม้ลำพูจะขึ้นบริเวณที่มีความเค็มน้อยกว่าประมาณ 10% ไม้พังกาสุ่มดอกแดง จะทนต่อความเค็ม 10-20 % ไม้โปรงแดง จะขึ้นและเจริญเติบโตได้ในบริเวณ ที่มีความเค็มมากกว่า 30 %
การระบายน้ำและกระแสน้ำ
เขตของพันธุ์ไม้ในป่าชายเลน มีอิทธิพลจากการระบายน้ำและกระแสน้ำ เช่น หากกระแสน้ำในเขตไม้โกงกางถูกปิดกั้นไม่มีการระบายออก อาจทำให้สังคมไม้โกงกางเปลี่ยนสภาพไปได้ และบริเวณนี้มักถูกแทนที่ด้วยไม้ฝาดในเวลาต่อมา นอกจากนั้น ความสูงของไม้แสมทะเลจะถูกควบคุมโดยการระบายน้ำของดินในบริเวณนั้นส่วนพืชชนิดอื่นที่มีความสูงแตกต่างกัน ก็น่าจะมาจากความต้องการการระบายน้ำที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ การระบายน้ำของดินจะเป็นตัวกำหนดความเค็ม และความเป็นกรดด่าง (pH) ของน้ำในดิน
ความถี่ของน้ำทะเลท่วมถึง
ปัจจัยที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งในการแบ่งเขตของพันธุ์ไม้ป่าชายเลน คือ ความถี่ในการท่วมถึงของน้ำทะเล ได้มีผู้แบ่งเขตพันธุ์ไม้ออกเป็นบริเวณต่างๆ ตามการท่วมของน้ำทะเล ได้แก่ พื้นที่น้ำท่วมถึงทุกครั้ง ซึ่งจะมีเฉพาะไม้โกงกาง พื้นที่น้ำท่วมขณะที่มีน้ำขึ้นสูงปานกลางจะมีไม้แสมขาว แสมทะเล ไม้ลำพูทะเล และพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำจะมีไม้โกงกางใบใหญ่ขึ้น พื้นที่น้ำท่วมถึงขณะที่น้ำขึ้นสูงตามปกติ เป็นบริเวณที่ไม้โกงกางหนาแน่น และมีไม้ชนิดอื่น เช่น ไม้โปรงแดง ไม้ตะบูนขาว และไม้ถั่วดำ เป็นต้น พื้นที่น้ำท่วมถึงเมื่อน้ำขึ้นสูงสุดเท่านั้น จะมีไม้ถั่ว ไม้ตะบูน และไม้ตาตุ่ม เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีพื้นที่น้ำท่วมเมื่อน้ำขึ้นสูงสุดเป็นพิเศษเท่านั้น โดยที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นไม้พังกาหัวสุ่มดอกแดง ไม้หลุมพอทะเล ไม้หงอนไก่ทะเล ไม้ตาตุ่ม และต้นจาก
ในส่วนต่างๆ ของประเทศไทย ได้พบการแบ่งเขตพันธุ์ไม้แตกต่างกันไปตามพื้นที่เพราะนอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ความแตกต่างของสังคมพืชต่างๆ ยังถูกกำหนดปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นอีก เช่น ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน หรือผลที่เกิดขึ้นของสังคมพืชอาจมาจากการกระทำร่วมกันของปัจจัยต่างๆ (interactions) ที่กล่าวมาแล้ว
การขึ้นอยู่ของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนบางชนิด ตามสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่สำคัญบางประการในธรรมชาติ
พื้นที่
การท่วมถึงของน้ำทะเล
สมบัติของน้ำ
สมบัติของดิน
พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่
pH
ความเค็ม(ppt)
pH
ลักษณะดิน
ริมฝั่งทะเลหรือแม่น้ำ
สม่ำเสมอ
6.7-7.2
15-30
6.2-6.8
ดินเลนอ่อน
โกงกาง
ริมฝั่งทะเลหรือแม่น้ำ
สม่ำเสมอ
5.0-7.2
5-30
6.0-7.5
ดินเลนอ่อน ดินเลนปนทราย
แสม
ริมฝั่งทะเลหรือแม่น้ำ
สม่ำเสมอ
6.7-7.2
0.5-20
6.0-7.5
ดินเลนปนทราย
ลำพู-ลำแพน
ด้านในของป่าชายเลน
น้ำท่วมสม่ำเสมอถึงเป็นครั้งคราว
6.0-7.0
15-30
7.0-8.0
ดินเลนตื้น ดินเลนอ่อน-แข็ง
ถั่ว พังกาหัวสุ่ม
ด้านในของป่าชายเลน
น้ำท่วมสม่ำเสมอถึงเป็นครั้งคราว
6.0-7.0
15-30
7.0-8.0
ดินเลนตื้น ดินเลนอ่อน-แข็ง
โปรง
ด้านในของป่าชายเลน
น้ำท่วมเป็นครั้งคราว
6.0-7.0
10-25
7.0-8.0
ดินเลนแข็ง
ตะบูน ตาตุ่ม
การแบ่งเขตการขึ้นอยู่ของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนในหลายท้องที่ของประเทศไทยจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่
จังหวัดจันทบุรี จากริมฝั่งทะเลซึ่งเป็นบริเวณดินเลนอ่อนน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นเขตของไม้โกงกาง ถัดเข้าไปเป็นเลนตื้นน้ำท่วมถึงสม่ำเสมอ เป็นกลุ่มไม้ถั่วและแสม ถัดเข้าไปเป็นเลนแข็งน้ำท่วมถึงบางครั้งบางคราวเป็นเขตของไม้ ตะบูน โปรง และฝาด ส่วนเขตสุดท้ายบริเวณดินแข็งติดกับแนวป่าบกมีน้ำทะเลท่วมถึงบางครั้ง เท่านั้นในรอบเดือน จะเป็นเขตการขึ้นอยู่ของ ไม้เสม็ด เป็นต้น
จังหวัดสมุทรสาคร พื้นที่ชายฝั่งทะเลจะพบไม้เด่น 2 ชนิดคือ แสมทะเลและแสมขาวขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป โดยแสมทะเลจะขึ้นกระจายมากกว่าแสมขาว และจะพบว่าไม้โกงกางใบเล็กขึ้นอยู่บ้างบริเวณด้านหลังของไม้แสม
ริมฝั่งแม่น้ำที่เป็นแนวแคบๆ พันธุ์ไม้ที่พบส่วนใหญ่ คือ ลำพู แสมขาว ต้นจาก และหลังแนวพันธุ์ไม้เหล่านี้ จะพบพวกไม้ตะบูนขาว พังกาหัวสุมดอกขาว และหลุมพอทะเล ถัดจากนั้นก็จะเป็นพวก ตีนเป็ดทะเล และจิกทะเล เป็นต้น
จังหวัดชุมพร มีกลุ่มพันธุ์ไม้ป่าชายเลนขึ้นจากฝั่งทะเลลึกเข้าไปในป่าด้านในติดป่าดอน คือ บริเวณด้านนอกติดกับริมน้ำ เป็นกลุ่มไม้ลำพู-แสม ถัดไปเป็นกลุ่มโกงกางใบใหญ่และตามด้วยกลุ่มโกงกางใบเล็ก ไม้ถั่ว หลังไม้กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มไม้โปรง ตะบูน ตามด้วยกลุ่มไม้ตาตุ่ม และเป้ง ตามลำดับ
จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากริมน้ำเป็นกลุ่มโกงกาง-แสม ตามด้วยกลุ่มไม้โปรง-ตะบูน ถัดจากนี้จะเป็นกลุ่มไม้ตาตุ่ม และกลุ่มไม้ฝาด
จังหวัดปัตตานี จากริมน้ำเป็นกลุ่มไม้โกงกางใบเล็ก ตามด้วยกลุ่มไม้โกงกางใบเล็ก-ถั่ว และถัดเข้าไปจะเป็นกลุ่มไม้ตะบูน-ปรงทะเล
จังหวัดระนอง จากริมน้ำเป็นกลุ่มเล็บมือนาง-รังกระแท้ และถัดเข้าไปจะเป็นกลุ่มไม้ลำพู-แสม ตามด้วยกลุ่มไม้โกงกาง-ถั่ว และจากกลุ่มนี้เข้าไปจะเป็นกลุ่มไม้โปรง-ตะบูน และกลุ่มไม้แสม และในเขตสุดท้ายจะเป็นกลุ่มไม้ฝาด และกลุ่มไม้เป้ง ตามลำดับ
จังหวัดพังงา จากริมน้ำจะเป็นกลุ่มลำพู-แสม และกลุ่มไม้โกงกางใบใหญ่ ตามด้วยกลุ่มโกงกางใบเล็ก-ถั่ว ถัดจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มไม้โปรง และกลุ่มไม้โปรง-ตะบูน สำหรับเขตสุดท้ายจะเป็นกลุ่มไม้ตาตุ่ม-เป้ง
จังหวัดกระบี่ จากริมน้ำเป็นกลุ่มไม้โกงกางใบใหญ่ และโกงกางใบเล็ก ตามด้วยกลุ่มไม้โปรง และถัดไปเป็นกลุ่มไม้โปรง-ตะบูน ส่วนเขตสุดท้ายจะเป็นกลุ่มไม้ฝาด และกลุ่มเป้ง
จังหวัดตรัง จากริมน้ำเป็นกลุ่มไม้ลำพู-แสม และตามด้วยกลุ่มไม้โกงกาง และกลุ่มไม้โปรง ตะบูน จะขึ้นอยู่หลังสุดของป่าชายเลน
จังหวัดสตูล จากริมน้ำเป็นกลุ่มไม้ลำพู-แสม ถัดไปเป็นกลุ่มไม้โกงกางและตามด้วยกลุ่มไม้โปรง-ตะบูน และกลุ่มไม้ฝาด ส่วนเขตสุดท้ายอยู่ติดกับป่าดอน เป็นกลุ่มไม้เสม็ด
การเจริญเติบโตในพื้นที่เฉพาะของพันธุ์ไม้ชายเลน
นอกจากสังคมพืชป่าชายเลนโดยส่วนรวมตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ ดังกล่าวแล้วกลุ่มสังคมพืชชายเลนยังมีความแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่เฉพาะแห่งอีกด้วย เพราะแต่ละบริเวณมีปัจจัยทางกายภาพและชีวภาพไม่เหมือนกัน เช่น อิทธิพลของตะกอนเหมืองแร่แนวเขตของพันธุ์ไม้ที่มีตะกอนจากเหมืองแร่มาทับถม โดยแบ่งจากริมฝั่งเข้าไป
- โซนแรก เป็นพวก ไม้ลำแพน แสมขาว โกงกางใบเล็ก เล็บมือนาง แสมดำ และโกงกางใบใหญ่
- โซนที่สอง เป็นพวก โกงกางใบเล็ก เล็บมือนาง แสมดำ และโกงกางใบใหญ่
- โซนที่สาม เป็นพวก โกงกางใบเล็ก แสมขาว ตะบูนดำ ตะบูนขาว และโกงกางใบใหญ่
- โซนที่สี่ เป็นพวก โกงกางใบเล็ก แสมดำ แสมขาว ตะบูนดำ ตะบูนขาว ถั่วขาว พังกาหัวสุ่ม และโปรงขาว
ในประเทศไทย พบดินเค็มชายทะเลประมาณ 2.3 ล้านไร่ ซึ่งเป็นบริเวณที่ราบน้ำขึ้นลง (tidal flat) และพื้นที่เหล่านี้มิได้หมายความว่าจะมีป่าชายเลนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ บางแห่งก็รวมเอาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม นากุ้ง บ่อปลา หรือ นาเกลือเอาไว้ด้วย
หากย้อนหลังไปประมาณ 35 ปีมานี้จะเห็นได้ว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศได้ถูกทำลายลงไปเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด จากสถิติพื้นที่ป่าชายเลนที่รวบรวมไว้เมื่อปี พ.ศ. 2504 ปรากฏว่ามีพื้นที่ป่าอยู่ถึง 2,299,375 ไร่ แต่จากข้อมูลการสำรวจด้วยภาพถ่ายดาวเทียมครั้งหลังสุดเมื่อปี พ.ศ. 2539 พบว่ามีพื้นที่ป่าชายเลนเหลืออยู่เพียง 1,047,390 ไร่เท่านั้น ซึ่งจากสถิติพื้นที่ป่าชายเลนจากการสำรวจทั้งสองระยะพบว่าพื้นที่ป่าชายเลนลดลงถึง 1,251,985 ไร่ ในช่วงเวลาแค่ 35 ปีเท่านั้น หากเราไม่ช่วยกันอนุรักษ์ป่าชายเลนตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตจะตอบลูกหลานของท่านได้อย่างไรว่าทรัพยากรของพวกเขาหายไปไหน
เอกสารอ้างอิง
กรมป่าไม้. 2540. ป่าชายเลนภาคตะวันออกของประเทศไทย. ฝ่ายจัดการป่าชายเลน สำนักงานป่าไม้เขตศรีราชา กรมป่าไม้. 80 หน้า
โครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้. 2541. ป่าชายเลนภาคใต้ สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไข. สำนักพิมพ์เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง. กรุงเทพฯ. 123 หน้า
ธงชัย จารุพพัฒน์ และ จิราวรรณ จารุพพัฒน์. 2540. การใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Landsat 5 (TM) ติดตามสภาพความเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทย. ในรายงานการสัมมนาระบบนิเวศป่าชายเลนแห่งชาติครั้งที่ 10 "การจัดการและการอนุรักษ์ป่าชายเลน : บทเรียนในรอบ 20 ปี". คณะกรรมการทรัพยากรธรรมชาติชายเลนแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
นพรัตน์ บำรุงรักษ์. 2535. การปลูกป่าชายเลน. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. 72 หน้า
วันชัย อิงปัญจลาภ. 2536. ป่าชายเลน. สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. 93 หน้า
สนิท อักษรแก้ว. 2541. ป่าชายเลน นิเวศวิทยาและการจัดการ.ภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 277 หน้า
สนิท อักษรแก้ว. 2542. การฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนเพื่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างยังยืนของประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. 407 หน้า
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com