www.talaythai.com
Last Update : Saturday 20 January, 2001 3:51 AM

การจากไปของพะยูนและเต่าหญ้า

นางสาวกนกวรรณ ขาวด่อน

 

 

          ปัจจุบันสัตว์ทะเลได้สูญหายไปจากน่านน้ำประเทศไทยแล้วหลายชนิด พะยูนและเต่าหญ้าก็เป็นสัตว์ทะเลที่แม้ว่าจะยังไม่สูญพันธ์ไปจากประเทศไทย แต่ก็พบเห็นได้น้อยมาก เหตุใดพะยูนและเต่าหญ้าจึงกำลังจะสูญหายไปจากประเทศไทย ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับรายละเอียดของสัตว์ทั้งสองชนิดนี้ เพื่อที่จะวิเคราะห์กันว่าเหตุใดมันจึงใกล้จะสูญพันธุ์

พะยูน ( Dugong , Sea cows )

Dugong          พะยูน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลาง มีเชื่อเรียกต่าง ๆ กันไปมากมาย เช่น หมูน้ำ วัวทะเล หมูดุด ( ในภาคตะวันออก ) ดุหยง ( ในภาคใต้ ) และเชื่อที่คุ้นเคยมากที่สุดคือ เงือก ซึ่งมีตำนาน ปรากฏไว้ในวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณีที่สุนทรภู่ประพันธ์ไว้ ถึงลักษณะของเงือกว่าเป็นหญิงสาวสวย ผมยาว ท่อนเป็นมนุษย์แต่ท่อนล่างคล้ายปลา มีหางขนาดใหญ่ และเชื่อกันว่าพะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกันกับช้าง แต่ต่อมามีวิวัฒนาการมาอาศัยอยู่ในทะเลและไม่กลับขึ้นไปอีกเลย โดยทั่วไปพะยูนจัดอยู่ในอันดับ ( Order ) Sirenia มีด้วยกันสองครอบครัว ( Family ) คือ Dugongidae หรือที่เราเรียกกันว่า ดูกอง ( Dugong ) ซึ่งมี 2 สกุล ( Genus ) แต่ปัจจุบันเหลือเพียงสกุลเดียว คือ Dugong และมีเพียงชนิดเดียวคือ Dugong dugong และอีกครอบครัวหนึ่งคือ Trichechidae หรือที่เรารู้จักในนามของมานาตี ( Manatee ) ดูกองและมานาตี มีลักษณะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน แต่ลักษณะที่แตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนคือที่หาง ในดูกองมีหางเป็นแฉก และในมานาตีมีหางกลมอีกที่หนึ่งคือดูกองมีเขี้ยวแต่ส่วนในมานาตีไม่มี แต่ที่จะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไปนี้จะกล่าวถึงแต่ในชนิดดูกอง เนื่องจากเป็นชนิดที่พบในประเทศไทย

ลักษณะทั่วไปของพะยูน

          พะยูนมีลักษณะคล้ายหมู จึงถูกเรียกว่า หมูน้ำ หมูดุด คือ ลำตัวอ้วนกลม มีผิวเรียบ ลำตัวมีสีเทาอมชมพู หรือสีน้ำตาล สีของส่วนท้องจะอ่อนกว่ามีขนสั้น ๆ ประปรายตามลำตัว มีขนเส้นใหญ่อยู่อย่างหนาแน่นบริเวณปาก มีตาและหูขนาดเล็กอย่างละหนึ่งคู่ ส่วนของหูเป็นรูเปิดเล็ก ๆ ไม่มีใบหู มีรูจมูกอยู่ชิดกันหนึ่งคู่ รูจมูกมีลิ้นปิด - เปิด เนื่องจากพะยูนหายใจด้วยปอดจึงต้องโผล่ขึ้นมาหายบนผิวน้ำ เวลาที่หายใจพะยูนโผล่เฉพาะด้านหน้าของส่วนหัวขึ้นเหนือผิวน้ำ ลิ้นปิดรูจมูกจะเปิดขึ้นขณะหายใจเข้าและปิดลงก่อนที่จะจมตัวลงใต้ผิวน้ำ ลิ้นปิด - เปิด มีหน้าที่กันน้ำไม่ให้เข้าปอด พะยูนจะโผล่ขึ้นมาหายใจทุก ๆ 2 - 3 นาที

Dugong

พะยูนมีฟันกรามทั้งหมด 6 คู่ โดยจะทยอยขึ้น สึกกร่อน และหลุดไป พะยูนที่อายุมาก ๆ มีฟันเหลืออยู่ในช่องปาก 2 - 3 คู่ ฟันของพะยูนมีหน้าที่บดเคี้ยวอาหารของลูกพะยูนไม่ดีเท่าพะยูนที่โตแล้ว เพราะมีพื้นที่หน้าตัดของฟันที่น้อยกว่า นอกจากนี้ตั้งแต่แรกเกิดพะยูนยังมีฟันตัดบนส่วนหน้าของขากรรไกรบนอีก 2 คู่ หรือที่เราเรียกกันว่าเขี้ยว โดยเขี้ยวคู่หน้าสึกกร่อนและหลุดไปเมื่อพะยูนอายุ 12 - 15 ปีขึ้นไป ส่วนเขี้ยวคู่หลังมีอยู่ตลอดชีวิตของพะยูน ดังนั้นเขี้ยวของพะยูนจึงมีความสำคัญมากในการหาอายุของพะยูนเพราะเป็นฟันชนิดเดียวที่มีอยู่แรกเกิดจนกระทั่งพะยูนตาย ในเพศผู้เขี้ยวจะงอกพ้นผนังริมปีปากออกมาเล็กน้อยเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เชื่อว่าพะยูนใช้เขี้ยวในการต่อสู้เพื่อแย่งตัวเมียในช่วงผสมพันธุ์ และมีครีบด้านหน้าหนึ่งคู่อยู่สองข้างของลำตัวและมีติ่งนมใกล้ด้านหลังฐานครีบในทั้งสองเพศ ครีบทั้งสองเปลี่ยนแปลงมาจากขาคู่หน้า ภายในครีบจะประกอบด้วยนิ้วจำนวน 5 นิ้ว ครีบทำหน้าที่ในการเปลี่ยนทิศทางในการเคลื่อนที่และช่วยในการขุดหญ้าทะเล พะยูนว่ายน้ำโดยใช้การพัดโบกของครีบหาง ปกติว่ายน้ำช้าประมาณ 1.8 - 2.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะว่ายเร็วขึ้นเมื่อตกใจหรือเจอสิ่งปกติ มีความยาวประมาณ 3 เมตร และหนัก 200 - 300 กิโลกรัม ส่วนในลูกพะยูนจะยาว 1 - 1.5 เมตร และหนัก 20 - 30 กิโลกรัม พะยูนมีกรดูกที่มีโครงสร้างแน่นและหนักซึ่งเหมาะกับวิถีชีวิตของพะยูนที่อาศัยกากินอยู่ที่พื้น

ถิ่นที่อยู่อาศัยและการแพร่กระจาย

map          พะยูนปกติจะเป็นสัตว์ที่รักความสงบ ส่วนมากจะอยู่เป็นฝูง อาศัยอยู่ตามชายฝั่งน้ำตื้นมากกว่าชายฝั่งน้ำลึกและเป็นบริเวณที่คลื่นลมไม่แรง พะยูนใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการกินอาหาร และอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณที่มีหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ หรืออยู่ไม่ไกลจากแหล่งอาหาร ในประเทศไทยมีพะยูนอาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งคือทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน แต่ก็จะมีอยู่จำนวนน้อยมาก ปัจจุบันพบที่จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชุมพร สุราษฎร์ธานีในฝั่งอ่าวไทย ในฝั่งทะเลอันดามันมีพะยูนอาศัยอยู่ตลอดทั้งแนวชสยฝั่งตั้งแต่จังหวัดระนองถึงสตูล และจาการบินสำรวจในแหล่งหญ้าทะเลของสถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล จังหวัดภูเก็ต ในปี 2540 พบพะยูนที่บ้านทุ่งนางดำ เกาะพระทอง เกาะระ ทับละมุ เกาะยาวใหญ่ และเกาะยาวน้อยในจังหวัดพังงา ที่บ้านท่าเลน เกาะจำ เกาะปู เกาะศรีบอยา และเกาะลันตา ในจังหวัดกระบี่ ที่หน้าเขาแบนะ หาดเจ้าไหม เกาะตะลิบง และเกาะมุกด์ ในจังหวัดตรัง และที่หมู่เกาะสาหร่ายในจังหวัดสตูล โดยแหล่งที่พบพะยูนมากที่สุด คือ เกาะตะลิบง

อาหาร

Dugong          พะยูนเป็นเลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่กินเฉพาะพืชเป็นอาหาร ( Herbivor ) อาหารของพะยูนก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าคือหญ้าทะเล ( Seagress ) ชนิดต่าง ๆ แล้วแต่ว่าบริเวณที่พะยูนอาศัยว่าเป็นชนิดใด ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่า วัวทะเล พะยูนกินหญ้าทะเลทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนในขณะที่น้ำขึ้น และหลบไปอาศัยอยู่ในร่องน้ำในช่วงน้ำลง พะยูนจะกินหญ้าทะเลเฉลี่ย 2 - 5 % ของน้ำหนักตัว แต่ถ้าในบริเวณที่อยู่อาศัยเกิดคลาดแคลนหญ้าทะเล พะยูนก็จะกินสาหร่ายทะแทน หรืออพยพไปหาแหล่งหญ้าทะเลแหล่งใหม่

 

การสืบพันธุ์

          โดยปกติพะยูนจะมีอายุยืนยาวถึง 70 ปี รายละเอียดเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากพะยูนมีปริมาณน้อยยากในการศึกษา เท่าที่ในตอนนี้คือ จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 9 - 10 ปี ตัวเมียตั้งครรภ์ใช้เวลาประมาณ 13 - 15 เดือน ออกลูกครั้งละหนึ่งตัว และเนื่องจากพะยูนกินเฉพาะหญ้าทะเลเป็นอาหาร ทำให้ต้องมีระยะเวลาการสะสมอาหารให้สมบูรณ์ก่อนการตั้งท้องครั้งต่อไป พะยูนจึงต้องทิ้งช่วงในการตั้งท้องนานถึง 3 - 5 ปี ขณะที่ลูกกินนมพะยูนจะใช้ครีบโอบลูกและตั้งตัวยกขึ้น ทำให้ดูคล้ายคน บางครั้งอาจนอนหงายและอุ้มลูกขึ้นไว้บนอก ลูกจะหย่านมหลังจากอายุ 1 ปี แม่พะยูนจะเฝ้าเลี้ยงดูลูกเป็นเวลานานหลายปี และชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง มีความรักและหวงแหนสมาชิกในครอบครัว
จากลักษณะภายนอกพะยูนทั้งสองเพศมีลักษณะคล้ายกันมาก ในการจำแนกเพศให้สังเกตจากระยะห่างของช่องเพศจากสะดือและช่องขับถ่าย โดยในเพศเมียช่องเพศอยู่ชิดกับช่องขับถ่าย ส่วนในเพศผู้ช่องเพศอยู่เกือบกึ่งกลางระหว่างสะดือและช่องขับถ่าย

Sex
ความแตกต่างของพะยูนเพศเมียกับเพศผู้


ทำไมพะยูนถึงใกล้สูญพันธุ์ ?

          จากรายละเอียดเกี่ยวกับพะยูนข้างต้น จะมีปัจจัยที่ทำให้พะยูนใกล้สูญพันธุ์ คือ พะยูนมีอายุในการสืบพันธุ์ที่ช้า คือจะตั้งท้องได้เมื่ออายุถึง 13 - 15 ปี และทิ้งช่วงตั้งท้องนานถึง 3 - 5 ปี และออกลูกเพียงครั้งละหนึ่งตัวเท่านั้น ซึ่งทำให้พะยูนไม่สามารถเพิ่มปริมาณในการทดแทนได้เร็วเหมือนในสัตว์ชนิดอื่น พะยูนมีตัวใหญ่เชื่องช้า มีตาขนาดเล็กซึ่งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการมองเห็น และไม่มีอวัยวะในการป้องกันตัวทำให้ง่ายแก่การถูกจับ เมื่อถูกจับแล้ว ตามลักษณะนิสัยของพะยูนที่ชอบอาหารอยู่เป็นฝูงและรักครอบครัว ทำให้เมื่อตัวใดตัวหนึ่งถูกจับตัวอื่นที่เหลืออยู่จะว่ายวนเวียนอยู่บริเวณนั้น ทำให้ถูกจับไปด้วย

          นอกจากปัจจัยโดยธรรมชาติของพะยูนแล้ว ยังเกิดจากการกระทำของมนุษย์ คือในสมัยก่อนนิยมล่าพะยูนเพื่อเป็นอาหาร หรือเชื่อว่าสามารถรักษาโรคได้สารพัด นำมาทำเครื่องรางของขลัง หรือเป็นยาโป๊ได้ดีเยี่ยม ทำให้พะยูนมีปริมาณลดลงเรื่อย ๆ แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่นิยมบริโภคพะยูนหรือล่าเพื่อมาทำยาแล้วแต่ปริมาณของพะยูนก็ยังคงลดลงเรื่อย เนื่องมาจากการเข้ามาติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ ได้แก่ อวนลอย อวนลอยปลากระเบน อวนลาก เบ็ดราว ปลากระเบน และโป๊ะ นอกจากนี้อวนรุน หรืออวนลากแคระที่ทำการประมงในแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นการทำลายแหล่งอาหารของพะยูน นอกจากนั้นธุรกิจการท่องเที่ยวหรือเรือยนต์ขนาดใหญ่ที่ทำการในแหล่งกากินของพะยูนก็มีส่วนในการรบกวน และเป็นอันตรายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพะยูนด้วย

ทำอย่างไรจึงเป็นการช่วยอนุรักษ์พะยูนได้ ?

          แม้ว่าในประเทศไทยจะมีประกาศพะราชบัญญัติการประมงปี พ.ศ. 2490 ว่าด้วยการอนุรักษ์พะยูน โดยจัดให้พะยูนเป็นสัตว์คุ้งครองที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง จับ ดัก ล่อ หรือฆ่าโดยเด็ดขาด และในปัจจุบันไม่ได้มีการตั้งใจมนการล่าพะยูนเป็นอาหารแล้ว แต่ปริมาณของพะยูนก็ยังคงลดลงอยู่เรื่อย ๆ เนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราทุกจึงต้องมีส่วนร่วมกันในการอนุรักษ์พะยูนให้อยู่ในน่านน้ำทะเลไทยต่อไป โดย

1. มีการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้แก่นักเรียน นิสิตนักศึกษา และชาวบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเล ให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของพะยูน พร้อมทั้งร่วมในอนุรักษ์

2. งดการบริโภคเนื้อพะยูนในทุกกรณี รวมทั้งงดการซื้อขายชิ้นส่วนอื่น ๆ ของพะยูน

3. งดการใช้เครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูนในแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูน เช่น อวนลอย อวนลอยปลากระเบน เบ็ดราวปลากระเบน และอวนลาก

4. งดทำเครื่องมือประมง มุ หลาด หรือโป๊ะ ในบริเวณที่มีพะยูน หรือหมั่นตรวจตราดูแลโป๊ะเสมอ ๆ หากพบพะยูนมาติด ต้องรีบปล่อยทันที

5. งดเว้นการทำประมงอวนรุนในแหล่งหญ้าทะเล เพื่อรักษาแหล่งอาหารไว้ให้กับพะยูน และกุ้ง หอย ปู ปลา

6. ประกาศเขตแนวอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูนขึ้นในจังหวัดที่พบว่ามีพะยูนอาศัยอยู่ โดยให้ใช้เฉพาะเครื่องมือประมงชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อพะยูน

7. ต้องรีบปล่อยพะยูนที่มีชีวิตที่มาติดเครื่องมือประมงของตนกลับสู่ทะเลทันที หรือหากว่าพะยูนดังกล่าวบาดเจ็บมาก หรือเสียชีวิตแล้ว โปรดแจ้งหน่วยงานของกรมประมงในจังหวัด เพื่อประโยชน์ทางวิชาการและการอนุรักษ์พะยูนต่อไป

8. แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับพะยูน เช่น พบซากพะยูน หรือพบฝูงพะยูน กับหน่วยงานของกรมประมงในจังหวัด เพื่อเป็นประโยชน์ทางวิชาการ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะมีส่วนช่วนในการอนุรักษ์พะยูนในประเทศไทยได้เป็นอย่างมาก

          ก็ทำความรู้จักเกี่ยวกับชีวะประวัติ และรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งสาเหตุของการ สูญพันธุ์ และแนวทางในการอนุรักษ์พะยูนกันแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นการนำเสนอในรายละเอียดของเต่าหญ้าบ้าง


เต่าหญ้า ( Olive Ridley turtle )

Olive Ridley turtle          เต่าทะเลเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่มีอาศัยอยู่บนโลกมานานกว่า 130 ล้านปีมาแล้ว นับเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์พวกหนึ่งที่ยังคงเหลืออาศัยอยู่ในทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่น เต่าทะเลใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่ในทะเล ยกเว้นในช่วงที่ตัวขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายเท่านั้น เต่าทะเลทั่วโลกพบ 8 ชนิด ในเมืองไทยพบถึง 5 ชนิด คือ เต่าตะนุ ( Green turtle ) เต่ากระ ( Hawksbill turtle) เต่ามะเฟือง (Leatherback turtle) เต่าหัวค้อนหรือเต่าตาแดง ( Loggerhead turtle ) และเต่าหญ้า (Olive Ridley turtle) ซึ่งเป็นชนิดที่จะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไปในที่นี้เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธ์และมีถิ่นอาศัย ในบริเวณหญ้าทะเลเช่นเดียวกับพะยูน เต่าหญ้ามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lepidochelys olivacea นอกจากชื่อเต่าหญ้าแล้วก็ยังเรียกกันว่า เต่าสาหร่ายตาแดง และเต่าสังกะสีด้วย

ลักษณะทั่วไปของเต่าหญ้า

          เต่าหญ้าเป็นทะเลชนิดหนึ่งจึงมีลักษณะคล้ายกับเต่าทะเลทั่ว ๆ ไปคือ มีการปรับตัวหลายหลากที่แตกต่างจากเต่าบกเพื่อให้เหมาะสำหรับการดำรงชีวิตในน้ำ ได้แก่ลักษณะของขาที่เต่าบกใช้คลานแต่ในเต่าทะเลจะเปลี่ยนไปมีลักษณะคล้ายครีบเพื่อช่วยในการว่ายน้ำและไม่สามารถหดหัวเข้าไปในกระดองเหมือนในเต่าบกได้ เนื่องจากเต่าทะเลหายใจด้วยปอดเช่นเดียวกับพะยูน จึงมีการโผล่ขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำเหมือนกับพะยูน เต่าหญ้าไม่มีฟันเป็นซี่เหมือนอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น แต่มีขากรรไกรคล้ายครีบปากนกแก้ว สามารถใช้ในการขบกัดสัตว์มีเปลือก เช่น หอย ปู ให้แตกออกเพื่อเป็นอาหารได้ แต่ลักษณะของเต่าหญ้าที่ต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่น คือ เป็นเต่าทะเลที่มีขนาดเล็กที่สุด กระดองเรียบ สีเทาอมเขียว หัวและจะงอยปากมน เกล็ดบนส่วนหัวตอนหน้ามี 2 คู่ ส่วนเกล็ดบนกระดองแถวข้างมีจำนวน 6 - 8 แผ่น โดยทั่วไปเต่าหญ้าขนาดโตเต็มที่ยาวประมาณ 65 - 75 เซนติเมตร และหนักประมาณ 80 กิโลกรัม

ถิ่นที่อยู่อาศัย

          เต่าหญ้าอาศัยอยู่ในบริเวณของแนวหญ้าทะเลเช่นเดียวกับพะยูน แต่จะพบเพียงในฝั่งของทะเลอันดามันเท่านั้น

อาหาร

          เต่าหญ้าอาศัยอยู่บริเวณหญ้าทะเลเหมือนพะยูนแต่ไม่ได้กินหญ้าทะเลเหมือนกับพะยูนแต่ไม่ได้กินหญ้าทะเลเป็นอาหาร จะกินสัตว์จำพวกกุ้ง หอย ปู และปลาต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณหญ้าทะเล

การสืบพันธุ์

          โดยทั่วไปเต่าทะเลที่อาศัยอยู่ในทะเลฝั่งอันดามันเช่นเต่าหญ้านี้ จะวางไข่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุก ๆ ปี โดยที่แม่เต่าที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้ว จะขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายที่เงียบสงบ ในบริเวณแนวเหนือระดับน้ำขึ้นขึ้นสุด โดยใช้ขาหลังขุดเป็นหลุมและทำการวางไข่ การวางไข่แต่ละครั้งจะมีประมาณ 70 - 150 ฟอง จากนั้นจะเกลี่ยทรายเพื่อที่จะกลบหลุมที่วางไข่แล้วจึงคลานกับลงสู่ทะเล ไข่ของเต่าจะใช้เวลาฟักประมาณ 50 - 65 วัน ลูกเต่าที่ฟักเป็นตัวแล้วจะคลานออกจากหลุมมุ่งสู่ทะเลลึกทันที ซึ่งในช่วงนี้นับเป็นช่วงที่อันตรายที่สุดของเต่าเนื่องจากอาจถูกนก เหยี่ยว และสัตว์สัตว์อื่น ๆ จับกินเป็นอาหาร ส่วนลูกเต่าที่สามารถคลานลงสู่ทะเลได้ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเพราะยังต้องเผชิญกับการตกเป็นเหยื่อของปลาฉลามหรือปลาขนาดใหญ่ชนิดอื่นอีก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าว่าลูกเต่าแรกเกิดเหล่านี้ไปหากินอยู่บริเวณใด จนกว่าอายุประมาณ 2 - 3 ปีจึงพบที่บริเวณชายฝั่ง จากการประมาณไข่เต่าที่ออกมาจำนวน 1,000 ฟอง จะมีเต่าหญ้าที่สามารถเจริญเติบโตเหลือรอดกลับมาวางไข่เพียง 1 - 2 ตัว เท่านั้น

          ในการแยกลักษณะของเต่าตัวผู้และตัวเมียจะใช้ลักษณะความแตกต่างของความยาวหางเป็นตัวแยก กล่าวคือในตัวผู้จะมีหางยาวกว่าในตัวเมีย เนื่องจากอวัยวะเพศเต่าตัวผู้จะซ่อนอยู่ในหางการมีหางยาวจะช่วยให้มีความสะดวกในการผสมพันธุ์กับตัวเมียมากขึ้น

ทำไมเต่าหญ้าถึงใกล้สูญพันธุ์ ?

          เต่าหญ้า เป็นเต่าทะเลชนิดหนึ่งที่ยังคงหายไปจากน่านน้ำไทยเรื่อย ๆ เนื่องมาจากสาเหตุใดกันเราลองทาพิจารณากัน จากข้อมูลข้างต้นปัจจัยทางธรรมชาติของตัวเต่าหญ้าเอง แม้ว่าเต่าหญ้าจะสามารถวางไข่ได้ทีละหลาย ๆ ฟอง แต่ก็มีศัตรูมากในช่วงที่ฟีกออกมาเป็นตัวแล้วกำลังจะคลานกลับลงสู่ทะเล เมื่อลงไปแล้วก็ยังเป็นเหยื่อของปลาขนาดใหญ่ชนิดอื่น ๆ อีก จากข้อมูลข้างต้นไข่ 1,000 ฟอง สามารถเหลือรอดกลับขึ้นมาไข่เพียง 1 - 2 ตัวเท่านั้น แต่ปัจจัยธรรมชาติยองตัวเต่าหญ้านั้นเป็นเพียงเหตุผลเพียงเล็กน้อยของการหายไปของเต่าหญ้า แต่เหตุผลส่วนใหญ่มาจากการกระทำของมนุษย์มากกว่า คือ ไข่เต่านั้นเป็นที่นิยมในการบริโภค จึงมีการลักลอบเก็บไข่ไปบริโภคหรือไปขายกันมากแม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ นอกจากนั้นการทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนลาก อวนลอย และเบ็ดราวในบริเวณแหล่งวางไข่ตามชายฝั่งในช่วงฤดูวางไข่ และยังมีสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล และการก่อสร้างบุกรุกพื้นที่ชายฝั่งทะเล เป็นการทำลายแหล่งวางไข่ของเต่าหญ้าและเต่าทะเลชนิดอื่น ๆ ด้วย

ทำอย่างไรจึงเป็นการช่วยอนุรักษ์เต่าหญ้าได้ ?

          ปัจจุบันเต่าหญ้าและเต่าทะเลอื่น ๆ เป็นสัตว์ที่ได้รับการอนุรักษ์ และมีศูนย์ หรือสถาบันต่าง ๆ ที่ทำการอนุรักษ์มากมาย เช่น ที่เกาะมันใน ซึ่งเป็นโครงการในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เต่าหญ้าก็ยังคงสูญหายไปจากทะเลไทยเรื่อย ๆ เพราะร่วมควรร่วมมือร่วมกันอนุรักษ์เต่าหญ้า โดย

1. เข้มงวดในเรื่องของกฎหมาย ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

2. ป้องกันแหล่งวางไข่ไม้ให้ถูกทำลายลงกว่าเดิม แล้วทำการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งวา
ไข่เต่าให้คงสภาพที่เหมาะสม

3. คุ้มครอง ป้องกัน ตรวจตรา การลักลอบเก็บไข่เต่า เพื่อให้โอกาสเต่าทะเลฟักเป็นตัว
และกลับคืนสู่ทะเลให้มากที่สุด

4. รักษาสภาพแวดล้อมของแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของเต่าหญ้า ก็คือบริเวณแนวหญ้าทะเล ให้สมบูรณ์เหมาะสมเป็นแหล่งเลี้ยงตัวของเต่าหญ้า

5. รณรงค์ให้งดบริโภคไข่เต่า และทุกฝ่ายต้องช่วยกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ปลูกฝั่งจิตสำนึกในการอนุรักษ์เต่าหญ้า และเต่าทะเลชนิดอื่น ๆ แก่ เยาวชนและประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์อย่างจริงจัง

6. และโดยเฉพาะในบริเวณเขตอุทยาน ชาดหายที่เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเลควรได้รับการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดไม่ให้มีผู้ลักลอบเก็บไข่เต่าทะเล และคอยควบคุมดูแลป้องกันไม่ให้มีผู้ลักลอบทำการประมงในพื้นที่ โดยการคอยเฝ้าระวังดูแลให้ลูกเต่านั้นเพาะฟักเป็นตัวและกลับคืนสู่ทะเลโดยวิถีทางธรรมชาติ

          ไม่เพียงแต่พะยูนและเต่าหญ้าเท่านั้นที่เราสมควรช่วยกันอนุรักษ์ แต่เราควรอนุรักษ์เต่าทะเลชนิดอื้น ๆ และสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะจากไปจากทะเลของประเทศ ก่อนที่จะสายเกินแก้ เพราะต่อไปสัตว์ทะเลต่าง ๆ อาจเหลือเพียงแค่ชื่อ รูปภาพ หรือตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น

 

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com

HitBox